LOVEstory

" ยิ้มของเธอ "

posted on 30 Sep 2008 09:47 by exchange  in LOVEstory
         

              ผมจดจำรอยยิ้มสุดท้ายซึ่งดูจริงใจ จากใบหน้าผู้คนปรกติเมื่อไร ไม่แน่ใจ    คนเราจะยิ้มได้เมื่อไรหนอ เคยได้ยินประโยคที่ว่า ยิ้มได้แม้ภัยมา บุคคลที่ทำเช่นนั้นได้ช่างมีกำลังใจที่กล้าแข็ง มิอาจสบประมาทได้

 

                ภายใต้ใบหน้า ที่เปื้อนด้วยรอยยิ้มของเธอนั้น เต็มไปด้วยความรู้สึก ที่ท่วมท้นทั้งความสุข ความเศร้าหมอง วันคืน ที่ถูกทดสอบด้วยรอยยิ้ม ซึ่งเธอก็ ยิ้มได้

 

         มันเป็นยิ้มที่ปลุกปลอบให้ผู้คนที่ไร้ซึ้งความหวัง ได้รับพลังจากความยิ่งใหญ่อันนั้น ในยามพบเห็น

 

        ยิ้มที่อบอุ่นให้คลายจากความสับสน ผมจำเพลงท่อนนั้นได้ ผมมิสับสนหรือลังเล แม้แต่เพียงเล็กน้อย

 

         ผมยิ้ม เมื่อนึกถึงเรื่องที่ว่า  หญิงสาวผู้ที่เชิญเหรียญโอลิมปิคที่จีน พวกเธอต้อง ฝึกเดิน ยืน ก้ม และ ยิ้ม เป็น ปีๆ ยิ้มนั้นจึงมีมาตรฐาน (ซึ่งผมไม่แน่ใจว่า ISO จะตามไปรับรองหรือเปล่า)   วันที่เธอยิ้มในพิธีการสำคัญของประเทศ เธออาจจะเพิ่งทะเลาะกับคนรัก หรือในใจอาจโศกเศร้ากับสุนัขตัวโปรดที่เพิ่งจากไป แต่นั้นแหละ "The show must go on"

 

         ยิ้มเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง  ถ้าวัฒนธรรมหมายถึงลักษณะ ที่แสดงถึงความเจริญ ของเผ่าพันธุ์นั้น   ชนเผ่า, ชาติ ที่ไม่เคยยิ้มเลย เราจะว่าพวกเขาล้าหลังหรือเปล่า แผ่นดินของเราถูกขนานนาม โดยใครก็ไม่รู้ว่า “Land of smile” แม้ตอนหลังพวกเราจะยิ้มเจื่อนๆ ไปบ้าง แต่เราก็ยังยิ้ม

 

         ยิ้มบางที่เป็นเรื่องแปลก ผมไม่เคยไปเหยียบผืนดินรัสเซีย แต่ที่นั้น ผมได้ยินมาว่า ถ้าใครเผลอไปยิ้มให้ใคร เขาจะทำหน้าแบบแปลกใจ งงสงสัย แต่ใบหน้าที่ไร้รอยยิ้มของ รัสเซี่ยน เราก็เดาไม่ถูก เพราะบางทีเขาก็ยิ้มในใจกัน พวกเขามาเที่ยวเมืองไทย เวลาที่จะให้เงินบริการพิเศษนั้น  ก็ควักให้แบบธนบัตรใหญ่ๆ ทั้งที่ใบหน้านั้นช่างแห้งแล้ง ดุจทุ่งร้างแห่งไซบีเรีย

 

        รอยยิ้มเป็นภาษาเดียวกันในจักรวาลหรือเปล่า  ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ในค่ำคืนนั้นเธอตอบคำถามสุดท้าย ที่เธอนึกถึงว่า เสียงหัวเราะกับร้องไห้นั้น อารมณ์ความรู้สึก แตกต่างกันตรงกันข้าม  แต่ความเหมือนของความรู้สึกทั้งสองอย่าง เป็นภาษาเดียวกันทั่วโลก เธออยากเห็นรอยยิ้มจากใบหน้าเด็กๆ ที่ยากไร้ แล้วเธอก็ ยิ้มออกมา มันเป็นยิ้มแห่งความสำเร็จ เธอส่งยิ้มให้จักรวาล

 

         ถ้าสาวชาวญีปุ่นชูสองนิ้ว ด้วยท่ามาตรฐาน แล้วไม่ยิ้ม เข้าใจว่าเธอไม่น่ามั่นใจ เวลาถูกถ่ายรูป  แต่ฝรั่งนั้นพูด Cheese เกาหลียังไงก็ กิมชี่ คนไทยไม่ เป็บซี่ ก็ 14  แม้คนเราจะเลย 14 มานานแล้ว และ ไม่มี 14 อีกครั้ง แต่เราก็ยังยิ้มตามสำเนียงนั้น

 

         ถ้า ยิ้มได้ เป็นความหมายในเชิงบวก ได้ยิ้ม น่าจะเป็นอาการเดียวกับฝืนยิ้ม ช่างเป็นยิ้ม ที่ไม่ได้เกิดจากข้างไหน คนยิ้มให้ไม่รู้สึกตามความหมาย ไฉนเลยคนถูกยิ้มให้จะอิ่มใจไปด้วย ทั้งผู้ให้และผู้รับ ก็คงมีแต่ ยิ้มที่แห้งแล้ง

 

         ยิ้มเหงาๆ เป็นเพลงของ กวีศรีชาวไร่ มีท่อนที่ว่า เศร้าพองามๆ คือ นิยามของความทุกข์ยาก ถ้าครึ่งโลกร้ายที่ฉันถางถาก เป็นครึ่งโลกสวย ขอมอบให้เธอ  ช่างเป็นยิ้ม ที่เต็มไปด้วยความฝันของโลกในอุดมคติ ที่สวยงามและเศร้าสร้อยในคราเดียว

 

                                 

 

        ยิ้มที่เกลื่อนกล่นในไซเบอร์สเปซนั้น ผมแยกเยอะไม่ได้เลยว่า อันไหนคือรู้สึกตามนั้นจริงๆ  แม้แต่ยิ้มของผมเองก็เหอะ (ช่วยมองไปที่มุมบนขวาสักนิดหนึ่ง)  แต่กระนั้น ผมก็ยังอยากเห็นรอยยิ้ม ไม่ว่ามันจะปลอม หรือ จริง มากกว่า ได้เห็นความเศร้าโศก ที่ท่วมทับใบหน้าที่นิ่งค้างเหล่านั้น

 

         เธอยิ้มให้ผมอีกแล้ว มันทำให้ผมนึกถึงท่อนแรก ในบทกวี ยิ้มชื่น ของ ราช รังรอง นักกวีขบถคนแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์   http://www.geocities.com/thaibooks_100/14.htm ที่ว่า

 

        " เมื่อเธอยิ้มชื่นนั้น โลกแสนงามและความภิณท์พัง ก็สูญสิ้นไป แต่ใครจะรู้บ้างได้ว่า ภายใต้รอยยิ้มชื่นของเธอนั้น มีสิ่งใดซ่อนเร้นมิดชิด "

 

         ยิ้มของเธอ บางเวลาทำให้ผมนึกถึง Mona lisa Smile รอยยิ้มที่มิดชิด ซึ่งเสกสรรโดย ลีโอนาโด ดาวินชี่ ที่ยังสร้างความสงสัยเหนือกาลเวลา มิเสื่อมสลาย

  

        แต่ความสงสัยของผมมิเคยมีสักครั้ง ภายใต้ใบหน้าของเธอ ไม่ว่าใบหน้านั้น จะปราศจากการแต้มแต่งจากเครื่องประทินความงามใดๆ ก็ตาม เพราะ ยิ้มนั้น งดงามในใจเสมอ แม้ยิ้มนั้นจะนิ่งค้างไม่ไหวติ่ง ไร้ลมพัดพา แต่ความรู้สึกทั้งมวลได้ถ่ายเท ข้ามทะเลแห่งเวลา ทิวเขา ขอบฟ้า ภูผาชัน เหนือรัตติกาลอันเนิ่นนาน

 

        ผมหวังในรอยยิ้มนั้นมิเสื่อมคลาย  มันจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป