ไป หา อะไร

posted on 26 May 2011 16:23 by exchange in shortSHORTstory

   
     
    พบกับความเหนือชั้นในทุกอณูของการเข้าถึงความล้ำสมัย เสียงของเธอดังแว่วมา
 
    ผมแน่ใจว่าเธอสบตากับผม ครั้นถามตัวเองดูก็คล้ายว่าไม่แน่ใจ หรือผมอาจฝันไป แต่มันคงใช่เธอ นึกถึงเสียงเรียกของเช้าวันนั้น ซึ่ง กาลเทวี คมขำ เรียกขานชื่อผม ชักชวนให้ออกไปชักธง(เคียงคู่กัน)ขึ้นสู่ยอดเสาในเช้าวันนั้น เสียงของเธอทำให้ผมอบอุ่นใจพอที่จะมีความกล้าหาญ ในแรกครั้งต่อสาธารณะชนคราวนั้น
 
    เช้านี้ หรือสายนี้ ผู้คนคลาคล่ำด้วยเครื่องแต่งกายอันหลากสีสัน ราวกับมีมหกรรมการแสดงผ้าผ่อนอะไรสักอย่าง เมื่อผมเหลือบไปยังผนังก็พบป้ายประกาศอันมากหลายที่แสดงความเหนือชั้นกว่าใครต่อใคร หากได้สิ่งนั้นมาครอบครอง
 
    ก็เพราะเจ้าอภิสิทธ์นี้กระมั้ง ที่ทำให้ใครต่อใครต้องขวนขวายเพื่อจะได้มา อยากมีอยากเป็น และเดียวนี้หลังคาบ้านไหนไม่มีเจ้าจานกลมๆ สีแดง สีดำ ก็ดูจะไม่ตามสมัยเขาทันซะแล้ว

 
        กาลเทวี คมขำ ที่ผมเคยเห็นในเมื่อวานนั้น เธอมีเรือนกายอันคมขำ สมนามสกุล  เฉียดไปทางคมเข้ม กระนั้นในหมู่มวลนั้นแห่งบรรดาแรกวัยผลิดอกบาน เธอก็สะดุดตาเหนือกว่าใคร แต่หญิงผู้ที่ผม(แอบ)เห็นอยู่ตรงหน้า ในขณะนี้ มีเรือนกายขาวนวล แบบคนในเมือง ใช่เธอหรือเปล่านะ
 
     คล้ายว่า เธอกำลังยิ้มให้กับผม และอยากสนทนาถ้อยความอะไรสักอย่างกับผม
 
     เธอกับ ความขาว มันเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่เมื่อไรนะ ความผุดผ่องเป็นยองใยเช่นนี้ หนุ่มสาว ต่างไขว่คว้าเพื่อจะมีเรือนกาย และใบหน้าอันผุดผาดแบบนั้น
      ผมเคยได้ยินว่าในดินแดนที่พระอาทิตย์ตกช้ากว่าพวกเรา ความดำกร้านแห่งผิวพรรณ กลับหมายถึงว่า เป็นผู้มีสุขภาพที่แข็งแรง ถ้าหากเป็นเช่นนั้น พวกเราส่วนหนึ่งก็คงเป็นผู้มีสุขภาพที่อ่อนด้อยเป็นแน่แท้
 
 
        ไก่ทอดสีเหลืองนวลตรงหน้าเหนือศรีษะจัดเรียงตัวอย่างสวยงาม พร้อมข้อความคำโปรย "เราส่งความสุขให้ 12 ล้านคนต่อวัน "
     ผมคงไม่ใช่หนึ่งในจำนวนมากมายขนาดนั้น ถึงไม่เคยได้รับความสุขที่ว่า มันเป็นไก่แบบไหนนะ คงไม่ใช่ไก่ธรรมดาแบบบ้านผม ซึ่งมักจะหากินตามมีตามเกิด 
 
      ผู้คนเดินเข้า-ออกสวนทางกันสู่ถ้ำแห่งนี้ ต่างคนต่างหลบตากันปราศจากการสนทนา แม้ว่าจะยืนชิดแทบแนบเนื้อกัน มันชิดขนาดที่ว่า เมื่อสมัยก่อนตอนที่ผมยังเยาว์วัย ใครได้ชิดใกล้กันขนาดนี้ ถ้าเป็นหนุ่มสาว คงผิดผี ถูกพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายจับแต่งงานไปแล้ว
 
         
          ในมุมหนึ่งของห้องโถงใหญ่ ผมเหลือบไปเห็นหนุ่มสาวที่วัยยังไม่โตเต็มที่นัก พวกเขาแลกอะไรกันสักอย่างระหว่างกัน มันคล้ายวัสดุที่ใช้สำหรับฟังอะไรสักอย่าง ท่ามกลางรอยยิ้มของคนทั้งสอง ผมเห็นชายหนุ่มจุมพิตลงบนปากของฝ่ายหญิง

        ผีบ้านผีเรือนหลบไปอยู่ไหนแล้ว ตอนนี้ 
 
 
       "บัดสีบัดเถลิง "  กาลเทวีต่อว่าผม  ตามด้วยการหยิกเป็นพัลวัน เมื่อผมแอบแตะต้องสัมผัสไปบนมือของเธอ ท่ามกลางแมกไม้ป่านานาพรรณ ณ น้ำตกกลางป่าไพรนั้น
 
        ผีเสื้อโผบินขึ้นอย่างตื่นตระหนก
 
      ความคิดผมล่องลอยไปกับเสียงหัวเราะอันสดใส และความร่าเริงของเธอ 
 
  ผีเสื้อบินลับตาไปหลังจากวันนั้น ไม่นาน
 
   
          สายตาของผมเคลื่อนผ่านสนามหญ้าอันล้อมรอบด้วยตึก,อาคารสูง สนามหญ้ากลางเมืองที่ผู้คนไม่กี่คน บ้างนั่งรถคันเล็ก บ้างถือไม้อะไรสักอย่างเดินตามกัน(บ้างมีคนแบกถุงนั้นให้)  พวกเขา และเธอบ้างกำลังก้มๆ เงยๆ ใช้ไม้ก้านยาวในมือฟาดไป บนลูกกลมเล็กสีขาวในท้องทุ่งนั้น

       มันจะสักกี่ไร่นะแผ่นดินแห่งนี้ ผมไม่คิดว่าจะมีใครบ้าเอาพื้นที่ใหญ่ขนาดนี้ มาเดินตีลูกอะไรเล่นสักอย่าง โดยไม่มีการเพาะปลูกพืชผลอะไร
 
      ถ้าหากผมมีที่ทางกว้างใหญ่ขนาดนี้ พ่อและแม่ของกาลเทวี คงเห็นด้วยการแต่งงานของเรา
 
      เสียงกระพรวนแว่วดังมาแต่ไกล บางเสียงคล้ายล้อเกวียนบดลงบนหินดินดาล ..เสียงแปรเปลี่ยนไปเป็น ปิ๊บ ปี๊บ ปี๊บ.. คล้ายกำลังร้องบอกเตือนผู้คนให้ระวังระไว ตามด้วยเสียงของวัตถุเคลื่อนผ่าน ผู้คนเดินเข้าออก 
 
      ยินเสียงไก่ขัน กาลเทวีและลูกๆ กำลังรอ แสงสีทองโผล่พ้นขอบฟ้าเรื่อเรือง และเหล่าพระภิกษุก็กำลังภิกขาจารมาทางนี้
 
      ผมยิ้มให้กับเธอ

 
 
         ปลายทางของเขา ของเธอ ของผม ของเรา จะเดินไปทางไหน แล้วใครควรเดินตามใครไปทิศไหน เรามาจากไหน เรากำลังตามหาใคร และกำลังไปหาอะไร ...
 
        ไม่มีคนที่คล้าย กาลเทวีผู้เผลอสบตา  ชั่วขณะแห่งความจอแจนั้น ผมเลือกปิดจักษุ และโสตประสาท 
 
        ก่อนจะลืมตาเห็นกาลเทวี ยิ้มเบิกตานิ่งค้าง บนป้ายในกรอบไฟข้างผนังนั้น
 
        ป้ายผนังที่มีรูปกาลเทวี ในรูปลักษณาการต่างๆ กัน ทั้ง คอนโดมีเนียม, หมู่บ้านจัดสรร, ห้างสรรพสินค้า,  เครื่องสำอางประทินผิวให้ขาว, รถยนต์, โทรศัพท์มือถือ, คอมพิวเตอร์, เครื่องออกกำลังกาย, และ สายการบิน ซึ่งจะพาทุกคนเดินทางไปยังดินแดนสุขาวดี อันไม่ไกลนัก

 
 
 
Photobucket
 
 
 
 
           สถานีปลายทาง..บนชานชาลา กระดาษหนังสือพิมพ์แทบลอยด์ปลิวว่อนราวกับผีเสื้อกำลังกระพือปีก
 
       หนังสือพิมพ์บอกข่าวสาร นักวิชาการจิตวิทยาสิ่งแวดล้อม ผู้แสดงความห่วงใยต่อสังคม ได้กล่าวถึงป้ายโฆษณา ทั้งแบบเคลื่อนไหวจากจอโทรทัศน์ และป้ายไฟ ที่มากเกิน  ซึ่งแตะตาผู้บริโภคได้ในทุกจุด อันมีปริมาณถึง 324 ชิ้น ต่อรถไฟฟ้า 1 ขบวน อาจเป็นการโฆษณาที่มากล้นเกิน จนอาจทำให้คนตาลาย วิงเวียนศรีษะได้
         
       ตรงกันข้าม นักการตลาดกลับแย้มยิ้ม กับผลสำเร็จแห่งเงินทองอันมากมีนี้
 
     
          ผู้คนทยอยเดินออกมาจากขบวนรถไฟฟ้าหมดแล้ว เหลือเพียงชายชราผู้หนึ่งกำลังหลับอยู่ เขาผู้มาจากแดนไกล
 
        พนักงานประจำรถ เดินตรวจตราดูความเรียบร้อย เพื่อจะเปลี่ยนเส้นทางของขบวนรถ เส้นทางที่จะนำพาผู้คน 200,000 คนต่อวัน ไปตามหาความฝันเฉพาะตัว
 
 
 
                                                       " ตื่นได้แล้วครับ.. ลุงกำลังจะไปไหน.."

 
 
 
          เขาสะกิดที่ตัวชายชรา ผู้ไม่เคลื่อนไหวไปไหน อีกต่อไป
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
  
                            Memory
 
 

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot! อ่านแล้วก็ ได้ข้อคิดดีๆอีกแล้ว ว่าการโฆษณา ตามสถานที่ต่างๆนั้นมากเกินไป จนเหมือนกับการยัดเยียดให้เรา จนเราลืมไปเลยว่าสิ่งที่เขายัดเยียดให้นั้นบางสิ่งมันก็ไม่จำเป็นและเราก็ไม่ต้องการ แต่เราก็เผลอตัวไปสิ่งเหล่านี้

#21 By opuddingo on 2011-05-31 18:49

เขียนเก่งจังเลยค่ะbig smile big smile Hot!
ไม่ว่าใคร...ต่างมุ่งหน้าไปทิศทางไหน...

สุดท้ายทุกคน..."จะ"กลับมาสู่จุดเดิม...

จุดเดิมที่...ครั้งหนึ่งทุกคนเคยเดินจาก"มัน"ไป...

ปล. สวัสดียามเย็นย่ำค่ะ big smile

#19 By [MV] biZKit on 2011-05-28 19:04

ไป หา อะไร
เมื่อ สุดท้าย
ไม่ ไปไหน อีก

big smile Hot!

#18 By 40reborn on 2011-05-28 11:15

(เกาหัว) ยังไม่เก็ต..และลุงแกไม่ตื่นอีกต่อไปเลยเหรอค๊ะ
ลุ้นตาม open-mounthed smile Hot!

#17 By ta_THINK_nhong on 2011-05-28 10:19

ชอบมุมมองอนุรักษ์นิยมแบบนี้มากๆ cry Hot!

#16 By แอ้ on 2011-05-28 07:54

ไปไหนจริง

#15 By LungDeng on 2011-05-27 22:20

มัน...โดน!
บางทีหลายๆอย่างในสังคมเมืองอย่างนี้ก็ดูจะ เยอะ เกินไป:)
Hot! Hot! Hot!

#14 By ~Auldavi~ on 2011-05-27 19:14

พวกเราเป็นเหยื่อของการตลาด♥

Hot! Hot!

#13 By HineyHelsinki on 2011-05-27 18:01

เมืองหลวง ความเจริญ ความรีบเร่ง ความสับสน

:) รู้เพียงว่า ไม่อยากอยู่เมืองหลวงอีก แต่พรุ่งนี้ต้องเข้าเมืองหลวง
แอบนึกถึง

ตอนจบของ collateral. Hot!

#11 By keaaaa on 2011-05-27 12:31

ติดตามจ้าHot! Hot!

#10 By dowrun happy on 2011-05-27 10:52

บุคคล สิ่งของ ต่างเปลี่ยนแปลงไปตาม กาลเวลา และ เทคโนโลยี..

ตัวกระเจียวเอง ก็เคยเจอการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ ซึมซับเข้ามา โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่นกัน..

ย้อนกลับไปตอนเริ่มเข้ามาเรียนกทม..สิ่งแรกที่ อึดอัดที่สุด คือ การจราจร รถ ราติดขัด ต่างกับบ้านนอกเรา.ยิ่งนัก..

สิ่งที่สองคือ เรื่องอาหารการกิน..ลิ้นที่ติดตับอาหารพื้นบ้าน พอมาเจออาหาร เมืองกรุงฯ ที่แสนแพง กลับไม่ถูกลิ้นเลยสักนิด..ไม่ว่าจะเป็น พิซซ่า ไก่ทอด เสต๊ก สปาเก๊ตตี้...เป็นต้น..

เอ..แล้วปัจจุบันล่ะ..ความรู้สึกอัดอัดมันก็ยังคงอยู่..แต่เริ่มชินกับ อาหาร และเทคโนโลยี..

...การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้..ก็คงจะดีค่ะ

แต่ก็ไม่ลืม..ความเป็นเรา..ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนคนสองยุค..

กลับบ้านนอกที่..เหมือนหลุดไปอีกมิติ..กันเลยทีเดียว..อิอิ question Hot! Hot!
จบอย่างนี้ซะงั้น Hot! Hot!

#8 By Clepsydra:: on 2011-05-26 23:09

big smile big smile

ขอบคุณนะคะที่แวะมาเยี่ยม

--------------------

#7 By YiM-YiiM on 2011-05-26 23:01

Hot! Hot! Hot!

เกินคำบรรยายbig smile big smile

#6 By YiM-YiiM on 2011-05-26 22:41

อูว....ตอนสุดท้ายรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูกค่ะ

#5 By Fubuki on 2011-05-26 22:15

เป็นแฟลชแบ็คที่อยากไปเห็นกับตามากๆ

บางครั้งก็รู้สึกว่าเกิดมาหลงยุค หรือไร เลยรู้สึกอยากกลับไปใช้ชีวิต ในยุคก่อนก่อน

Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By AJ davinci on 2011-05-26 21:00

อธิบายไม่ถูก ปาดาวละกัน
Hot! Hot! Hot!

#3 By บ้านชาวนา on 2011-05-26 20:34

เรียบเรียงไ้ด้น่าติดตาม สมเป็นศิลปินจริงๆครับคุณทิว
คารวะจากใจ ข้อความของคุณทำให้นึกถึง ตอนเข้ามาเีรียนในกทมใหม่ๆ ตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นกับป้ายใหญ่ๆ ที่ประกาศขายนั่นนี่ เวลาที่รถเมล์ผ่านไป...ในตอนนั้นมันให้ความรู้สึกว่า ผมเป็นคนเมือง และ ไม่ล้าหลังเหมือนบ้านนอกที่ไม่มีป้ายใหญ่โตเป็นครึ่งตึกเหมือนในกทม.

....Hot! Hot!

#2 By นู๋ดำ ดอท X-Teen on 2011-05-26 18:42

ตอนนี้ ฉันไม่รู้จะไปที่ไหน big smile

#1 By THEBEE on 2011-05-26 17:53