เริงระบำ..แดนสนธยา

posted on 05 Mar 2011 01:13 by exchange in PHOTOgallery
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
       ฉันถามหลานสาว น้องชมพู่ว่า "หอมมั้ย"
       เธอตอบว่า "หอมมมม .." (ทั้งที่ดอกไม้ไม่มีกลิ่นเลย)
 
  ฉันสอนเธอให้ดมดอกไม้ รวมทั้งดอมดม สัมผัสวัตถุอื่นๆ เธอ มักจะหอม ทุกอย่าง ทั้งที่ไม่หอมจริง
 
        อะไรนะ ทำให้เด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่ยังไม่เต็ม 2 ขวบปี .. หอม(ในทุกอย่าง)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
               ตอนที่ฉันทำงานโรงแรม ได้มีโอกาสช่วยเขาจัดดอกไม้ รู้สึกแปลกใจ และทึ่งใน ดอกหน้าวัว มาก ด้วยเหตุผลที่ว่า มันเป็นดอกไม้ที่สวยมาก มีก้านที่แข็งแรง เหี่ยวเฉาช้า อายุใช้งานไม่ต่ำกว่า 10 วัน โดยวิธีการจัด ที่ฉันมักใช้ เพียงดอกเดียว กับแจกันแก้วใบหนึ่ง เข้าตำรา น้อยได้มาก (minimalism) 
 
              ก็เกิดคำถามว่า ดอกไม้ ดอกนี้ ทำไมจึงเป็นสัญลักษณ์ ในงานศพ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
        วันนี้ ฉันเข้าวัดอีกแล้ว ด้วยต้องติดสอยห้อยตาม วงศาคณามิตร ไปทำบุญ .. ฉันพยายามปลีกตัว ในช่วงที่พระท่านเทศน์ ไม่ไกล พอแว่วได้ยินเสียง มาเดินบริเวณวัด ซึ่งร่มรื่นด้วยแมกไม้
 
       แน่นอน ฉัน คุ้นเคยกับวัดเป็นอย่างดี เพราะข้าวก้นบาตร ทำให้ฉัน และพี่ชายในวัยเมื่อยังเยาว์ อยู่รอดปลอดภัย เป็นผู้เป็นคน
 
       ฉันไม่รู้ว่าคนสมัยนี้ เข้าวัดสักครั้งเพราะอะไร, สะเดาะเคราะห์, ดูดวงความรัก, อธิษฐานขอกับองค์พระ
 
...
 
 
       ฉันได้เรียนหนังสือในทางนี้มาบ้าง จริงๆ แล้วไม่ค่อยอยากอวดตัวตรงนี้เท่าไร เพราะฉัน เป็นเพียงใบไม้ใบเล็กในกำมือของใครสักคน ที่ยังมีใบไม้อีกมากในพงไพร ที่เราไม่อาจรู้สีสันของมันได้หมด
 
       แต่ฉันเชื่อ ศาสนาของเรา สอนให้มีเหตุผล พึ่งตัวเอง โดยไม่ร้องขอ 
 
 
...
 
        ฉันรู้สึกว่า เดียวนี้ มีแต่คนที่แก่เฒ่าเท่านั้น ที่เข้าวัด คนหนุ่มสาวอย่างเราๆ (ฉันว่าฉันแก่แล้ว) มักจะผูกโยงตัวเอง กับโลกไฟฟ้าแบบนี้มากกว่า ว่าไหม
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
            วัดกลายเป็น 'แดนสนธยา' ไปแล้ว ฉันรู้สึกอย่างนั้น
 
            รู้สึกถึงดวงอาทิตย์ ที่ใกล้อัสดงคต
 
            ฉันเลยอยาก สำรวจตัวเองว่า ฉันพบอะไรบ้างในวัดแห่งนี้ แทนที่จะต้องไปตามรีสอร์ทหรู(ซึ่งฉันคุ้นเคยเป็นอย่างดี) หรือ ฉันอาจต้องหาผ้าพันคอ กับเครื่องแต่งกายนำสมัย (ที่ออกจากนิตยสารชีส) แล้วดันด้น ไปถ่ายดอกพญาเสือโคร่ง บนดอยนั้น
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
            ฉันไม่ได้บอกกล่าวเรื่อง 'วิธีถ่ายรูป' ในนี้มานาน ด้วยเพราะมีกูรูมากมายในเน็ตแล้ว สุดแต่คนจะใฝ่หา
 
         แต่ฉันพบ(ซ้ำ)ว่า มีคนมากมาย ที่ยังคิดว่า การถ่ายรูปให้สวยต้องใช้อุปกรณ์ที่แพง ไม่ใช่เลย ฉันไม่เห็นด้วย
 
.....
 
 
         มีคนเคยถามฉันว่า "ถ่ายตัวแบบยังไงให้สวย"
 
         ฉันตอบว่า "ต้องตกหลุมรักนางแบบก่อน ..(ฉันพูดจริงๆ)"
 
            เพราะเมื่อเรารัก(ในตัวแบบ) ความงาม และ วิธีคิด จะมาเอง เช่นเดียว การถ่ายอะไรก็แล้วแต่ เราต้องหาความรักในสิ่งที่เป็น 'ธรรมดา' ให้เจอ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
         ฉันถ่ายรูปชุดนี้ เมื่อประมาณ 10 โมงเช้าของวันนี้ ทั้งหมด .. ความง่ายของมันนั้นคือ การเล่นกับ แสงที่ส่องทะลุจากด้านหลัง ของวัตถุ ที่เรียกกันว่า Back light
 
      ซึ่งวิธีการแบบนี้ ใครๆ ก็ถ่ายได้ แค่หยิบกล้องเดินไปข้างบ้าน แล้วมองหาแสงที่ส่องตรง(ผ่านวัตถุโปร่งแสง)จากดวงอาทิตย์ เท่านั้นเอง 
 
      รูปส่วนมากของวันนี้ทั้งหมด .. ฉันถ่ายด้วยเลนส์ถ่ายคน 50 มิล ราคา 3 พันกว่าๆ เอง ฉันชอบ สีสันจัดจ้านของมันมาก 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
     ฉันพบว่า ในบริเวณ วัดท่าเรือ ภูเก็ต นี้(รวมทั้งวัดอื่นๆ ใกล้บ้านเธอ) มีความงาม มากมายที่ไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้หมด ต่อให้ใช้เวลาเป็นปีก็เถอะ
 
 
...
 
 
    ที่จริง ฉันพยายาม หาสาระเข้มๆ แบบ โลกสนธยา, ความตาย อะไรพวกนี้(ให้บล็อกในวันนี้)
 
     แต่ฉันกลับพบว่า ฉันอาจเป็น พวก ไอเดียลิสติก (Idealism) ไปแล้ว คือ พวกฟุ้งฝัน บำบัดตัวเอง ไม่ใช่ พวก เรียลลิสท์ (realism) เพื่อชาติ,เพื่อประชาชน
 
     ช่างมันว่ะ ฉันไม่ใช่คนชั้นกลางที่แสวงหาอะไรสักอย่าง เพื่อช่วยคนชั้นล่าง ให้ตัวเองดูมีคุณค่าต่อโลกสักหน่อย
 
     เพราะฉันเอง รู้ซึ้ง "ความจริง" เช่นคนธรรมดาคนหนึ่ง เพราะฉันนะ มาจาก "ล่างที่สุด" ไม่น้อยกว่าใครสักคน พอถึงช่วงชีวิตหนึ่ง ฉันอยากทำอะไรที่ ง่ายๆ ตรงๆ เข้าไว้ ดีกว่า
 
...
 
 
      เช่นนั้นเอง ฉันจึง(พยายาม)เขียนบล็อกด้วย "อารมณ์มองโลกในแง่ดี" (Optimistic) ตลอดเวลา ด้วยเพราะชีวิตฉันเซ็งเคร็งมากพอแล้ว(ถ้าคิดกลับด้าน) เลยพยายามเขียนอะไรก็ได้ ที่จรรโลงใจตัวเอง และผู้อื่น
 
      เท่าที่ฉันจะแบ่งปันได้ ผ่านตัวหนังสือ 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
       ในช่วงหนึ่งของชีวิต ฉันแอบอิจฉาพี่ชาย ที่ได้ทำงานเอ็นจีโอ .. ฉันไม่ 'เพื่อชีวิต' ขนาดนั้น แต่ก็แปลก ที่ฉันปรารถนา อยากทำงานกับ 'สะมาริตัน' มันเป็นงานอาสาสมัครช่วยปลอบคนยามท้อแท้,สิ้นหวัง
 
  ฉันค้นพบว่า ตัวเองมีคุณสมบัตินั้น อย่างไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะกับเพื่อน หรือกระทั้งกับ แม่ ของตัวเอง (ฉันเป็นเพื่อนแม่ได้ตลอด)
 
   แต่ ตอนนั้น ความจริงของชีวิต ทำให้ฉันสละเวลา ไปทำงานฟรีแบบนั้นไม่ได้ เพราะ ต้องทำมาหากิน อย่างเข้มๆ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
         จุดเปลี่ยนของ(ความคิด)ชีวิต ... อาจเพราะ ป้อม เธอเป็นลูกพี่ลูกน้อง ที่ไล่ตามกันมากับฉัน ถ้าป้อมเป็นผู้หญิงแท้ เธอจะเป็นผู้หญิงที่น่ารักมาก แต่เธอเป็น ทอมบอย
 
   วันแรก ที่เธอมาทำงานในเมืองหลวง เคยพักในห้องเช่าโกโรโกโสกับฉัน และพ่อ .. แต่เธอก็ไปตามหาชีวิตที่เลือกในวิถีทางนั้นของตัวเอง
 
   หลังจากนั้น หลายปี ฉันพบป้อม เธอยกมือไหว้ ฉันมีเรื่องที่จะพูดมากมาย กับน้องสาว(ของฉัน) แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ด้วยเพราะความห่างเหินกันไปนาน
 
...
 
 
     เมื่อป้อมเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ หรือ อาจทำ อัตวินิบาตกรรม หลังพบฉันครั้งสุดท้ายนั้น ไม่นาน
 
     มันทำให้ฉันร้องไห้ทุกครั้ง ที่คิดถึงเธอ
 
     ฉันรู้สึกผิด ที่ตัวเองปล่อยให้น้องสาว เดียวดายในเมืองใหญ่เกินไป ( ฉันเคยเขียนถึงป้อมในเอนทรี่นี้ )
 
     ตั้งแต่นั้น ฉันปวารณาตัว