7 Books must read of the year (2010)

posted on 09 Feb 2011 10:50 by exchange in BOOKends
 
"การศึกษาได้สร้างประชากรที่อ่านออกจำนวนมหาศาล 
แต่พวกเขาไม่สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรที่ควรอ่าน" 

                จี เอ็ม แทรเวลยัน (นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษ) 
George Macaulay Trevelyan,

 
 
 
 
 
 
                                          หนังสือดี 7 เล่ม เติมเต็มการอ่าน 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เรื่องของเรา : คณะพลเมืองเรื่องสั้น : way of book : 160 บาท
 
 
             อธิคม คุณาวุฒิ หัวเรือใหญ่ของ way magazine นิตยสารทางเลือกที่ลงตัวที่สุดในประเทศ กล่าวถึงที่มาของ รวมเรื่องสั้นนี้ว่า "โบราณมีนักเลงมีด นักเลงพระเครื่อง หรือนายช่างโบราณ นัดหมายประชันของดี ฝีมือกันทุกเดือน ก็แล้วทำไมจะมี 'นักเลงเรื่องสั้น' บ้างไม่ได้" จึงเกิดเป็น คณะพลเมืองเรื่องสั้น แน่นอนว่า จากคำอุทิศก็บอกอยู่แล้ว แด่ คณะสุภาพบุรุษ  กลุ่มคนทำหนังสือหัวก้าวหน้ายุคนุ่งผ้าม่วง ปี ๒๔๗๒ ซึ่งมีบรรณาธิการชื่อ ศรีบูรพา  
          สำหรับความคิดหลัก ของ นักเลงกลุ่มนี้ ก็คือ การผลัดกันแต่งเรื่อง แลกกันอ่าน ชวนกันติชม ประดับดาวในเรื่องที่ควรได้ ลงโทษเป็นค่าปรับในเรื่องที่มีมาตรฐานด้อย เมื่อสุกงอมจึงกลายเป็นหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมีชื่อว่า เรื่องของเรา the story of us 

          เรื่องของเรื่องจึงน่าอ่านในภาวะ ที่เวทีใหญ่ ช่อการะเกด ยังไม่แน่ว่าจะปิดตัวเองลงวันไหน เมื่อได้ยินคณะโน้นนี้รวมตัวเพื่อขับเคลื่อนวงการวรรณกรรมไทย จึงเป็นเรื่องน่าชื่นใจสำหรับนักอ่าน ในเล่มมีทั้งรุ่นใหญ่ อย่าง เวียง-วชิระ บัวสนธ์(บก.สนพ.สามัญชน) ซึ่งนานๆ จะเคาะแป้นทีทำได้น่าสนใจกับ คืนนั้น หรือนักเขียนศิลปินเหนือซีไรท์อย่าง ศิริวร แก้วกาญจน์ ที่มาในแนวถนัดอย่างเข้มข้นกับ ความเข้าใจเบื้องต้นเรื่องวัวในประเทศพม่า หรือเจ้าของซีไรท์ประเภทเรื่องสั้นคนล่าสุด(เมื่อสามปีที่แล้ว)วัชระ สัจจะสารสิน ที่(ผม)ยกให้เป็นเรื่องดีที่สุดในเล่มกับ การเคลื่อนย้ายของบางสิ่ง (ชื่อนี้ถูกนำมาตั้งเป็นชื่อหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มล่าสุดของเขาอีกด้วย) นักฟิสิกส์  เรื่องวิทยาสตร์ที่โรแมนติกได้ด้วยชื่อนักเขียนคุ้นหู ทินกร หุตางกูร  ทั้งหน้าใหม่ไฟลุกโชนอีกมากมาย 9 เรื่องที่เข้มกำลังดี แบบที่เราต้องจ่ายค่าปรับให้กับพวกเขาอย่างไม่ลังเล
 
 
 
 
 
 
 
สงครามและความรัก : ประชาคม ลุนาชัย : NANMEEBOOKS ADULT : 145 บาท
 
 
          รวมเรื่องสั้นของนักเขียนที่ผลิตงานอย่างสม่ำเสมอด้วยมาตรฐานที่ยังคงเส้นคงวาโดยตลอด ในธีมที่พูดถึง ภาพรวมของประเทศชาติ ที่คล้ายภาพวาดอันแต่งแต้มไปด้วยหลากสีสัน ดั่งคำกล่าวที่ว่า "หากไม่มีความขัดแย้ง ไฉนเลยจะเกิดเรื่องราว หากไร้ซึ่งความแตกต่าง ไฉนเลยจะเกิดมิติตื้นลึก หากไม่ก้าวพ้นความมืด ไฉนเลยเราจะรู้ค่าของแสงสว่าง บาดแผล ความเจ็บปวด เลือด และน้ำตา คือบททดสอบอันทรงพลัง ซึ่งทุกคนต้องก้่าวข้ามร่วมกัน ไปสู่จุดหมายที่ดีงาม"  
 
        ทั้งหมดประกอบด้วยเรื่องสั้น 10 เรื่อง เอื้อมมือแห่งสันติภาพ กับ สงครามและความรัก เป็นเรื่องสั้นขนาดยาว ที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยบทสุดท้ายยังแยกย่อยเป็นตอนๆ คล้ายภาพเขียนที่ต่างสีจนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในสรุปตกผลึกท้ายสุด 
 
        เรื่องที่ผมชอบที่สุดนั้น เป็น เส้นแบ่งระหว่างโลกสองใบ ด้วยธีมระหว่างความต่างของชนชั้นนั้นเรามักพบเห็นบ่อยๆ แต่เรื่องนี้วิธีการ ลำดับอารมณ์ของเรื่องที่ขมวดปมท้ายสุด ของ ความหนาว, เหงืื่อ, เด็กสองคน นั้น ถือว่าสุดยอดมาก นักอ่านจินตนาบอดกับนักเขียนใบ้ และ ฝังทั้งเป็น นั้น ก็ทำเอาเราขนลุกกับเรื่องราวได้เลย ในความโรยราอับแสงของ จำลอง ฝั่งชลจิตร (ลองเรื่องสั้น) ที่เขียนเรื่องสั้นได้ราวกับสายน้ำไหลหลากไม่รู้จบ เรากลับค้นพบ ประชาคม ที่เขียนได้ราวกับเขามีคลังแห่งเรื่องราวที่ไม่รู้จะหยุดเขียนยังไง มีบางเรื่องอาจซ้ำเรื่องราวเกี่ยว ท้องทะเล ที่คุ้นเคยกันดีในงานของเขา แต่มันก็เป็นลายเซ็นต์ที่ต้องมีอยู่แล้ว ไม่ใช่ความซ้ำซากแต่อย่างใดเลย
 
 
 
 
 
 
 

ระบำเมถุน : อุทิศ เหมะมูล : แพรวสำนักพิมพ์ : 185 บาท

 
              ตอนผมทำงานร้านเพลง(ประมาณปี2000) ในยุคที่นักฟังกำลังแสวงหาความแปลกใหม่ กระแส ชิลด์เอาท์กำลังมาแรง ใครเดินเข้าร้านเป็นต้องถามหา cafe del mar จนกลายเป็นว่าเพลงแบบนี้คือใช่ ทั้งที่ คำว่า chill-out นั้น เกิดจากอารมณ์ล่องลอยจากการฟังเพลงทุกประเภท แม้กระทั้งถ้าเราฟังพระสวดแล้วผ่อนคลายก็ใช่ แต่มันถูกเข้าใจผิดว่า คือแนวเพลงที่ โฮเซ่ พาดิลล่า ผลิตในซีรีส์นี้จากเกาะอิบิซ่า ประเทศสเปน(ประมาณนี้)เท่านั้น แล้วผู้คนที่นิยมความต่างในความเป็นคนชั้นกลางผู้แสวงหาความแปลกใหม่ ก็ย้ำรอยเท้าที่ไม่ได้ต่างไปไหน เช่นคนที่ทำเพลงป็อบอินดี้ก็ต้องทำตาม เบเกอรี่ซาวด์ ถึงจะขายได้หรือมีรสนิยมชั้นเลิศ ใครใส่ขาเดฟก็เดฟตาม ใครหัวยุ่งหรือแหลมเป็นนกหัวขวานก็ขวานตาม กระทั้ง one night stand ก็อาจก้าวล้ำเป็นเทรนด์นิยมที่กลายเป็นเรื่องธรรมดาของปัจเจกชนไปแล้ว
 
          นี้เป็นนิยายที่สะท้อนความเพ้อไข้ของกระแสปัจเจกนิยม ที่แอบจิกกัดได้อรรถรสยิ่ง เป็นภาพร่างของไวยากรณ์การเล่าเรื่องของนักทดลอง ที่ปูไว้ก่อนจะมาใช้อย่างสมบูรณ์แบบใน ลับแลแก่งคอย  บางครั้งมันก็ดูจริงราวกับเป็นตัวเราเองหรือคนที่อยู่รอบๆ ข้างเรา บางครั้งก็ดูจอมปลอมย้อมแมว ราวกับเราไม่เคยยอมรับในความจริงของ หน้ากาก ที่เราสวมใส่กันอยู่ แล้วประนามถีบถ่วงให้คนอื่น กลายเป็นอื่นอีกไกล
 
         จากท้องทุ่งอันแห้งแล้ง สู่มหานครแห่งการสมสู่ ความสัมพันธ์ที่กระจัดกระจาย ภาพจิกซอว์แห่งความป่วยไข้ที่ยากจะเยียวยา เป็นความรื่นเริงของคนอ่าน(หนัก) ในชั้นเชิงของวรรณกรรมไทย(ที่ไม่ธรรมดา) คุณอาจต้องอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวที่ไม่ธรรมดาอันแสนธรรมดาของมนุษย์โลก ผู้เต็มไปด้วยกิเลสตัณหาอันเสแสร้งไม่สิ้นสุด
 
 
 
 
 
 
 
แช่มช้า(La lenteur) : มิลาน คุนเดอรา เขียน : สนพ.กำมะหยี่ 175 บาท

 
        แม้ภาษาของเขา กล่าวได้ว่า ไม่มีคำไหนจริงจัง แต่ความแช่มช้านาบเนิบกลับเต็มไปด้วยอณูแห่งการเสียดเย้ยในนวนิยายซึ่งใช้โครงเรื่องแค่หนึ่งราตรี จากปราสาทเก่า การประชุมวิชาการ, เซ็กซ์ข้ามมิติ, ชิงรักหักสวาท, ภพคู่ขนาน ราวกับความฝัน และราวกับความจริง มีแต่ คุนเดอรา เท่านั้น ที่ย้อนแย้งแทงทะลุกระทั้งในมิติที่เราไม่เคยไปถึงไม่ว่าในแง่ความจริง ความลวง ในสิ่งที่ ปัญญาชน ตัวจริง และจอมปลอมสมาทาน
        นวนิยายจำนวนไม่น้อยพูดถึงสิ่งเหล่านี้ด้วยภาษาที่หนักแน่น และจริงจัง ตื่นเต้น แต่ คุนเดอรา กลับทำให้เราเหมือนหลุดวนไปในเขาวงกตแห่งคำ่คืนอย่างช้าๆ ซึ่งไม่แน่ใจว่าจนพระอาทิตย์ขึ้นก็ไม่รู้จะหาทางออกตรงไหน