1.

 

      ที่ มาคอนโด ฝนเคยตกอยู่นานถึงสี่ปีสิบเอ็ดเดือนกับอีกสองวัน..ที่ภูเก็ต ฝนไม่ได้ตกติดต่อกันทุกวัน แต่ตกเกือบทุกวัน อีหล้า ภาวนาให้ฝนหยุดตก .. ที่มหาสารคาม ชาวนาร้องฟ้องเทพเทวา หาฝนที่ไม่ยักกะตกสักที แต่พอมาทีดันกลายเป็นพายุฤดูร้อนพัดพาทุกสิ่งหายไปจนสิ้น ..ไม่เหลืออะไรเลย..

    บทสวดดังเพี้ยนแปร่งจากที่เคยคุ้น แว่วจากศาลาฉันหลังหนึ่งในอดีตกาล "อิมัสมิงริมฝั่ง อิมังปลาร้า กุ้งแห้งแตงกวา อีกปลาดุกย่าง ช่อมะกอกดอกมะปราง เนื้อย่างยำมะดัน ข้าวสุกค่อนขัน น้ำมันขวดหนึ่ง น้ำผึ้งครึ่งโถ ส้มโอแช่อิ่ม ทับทิมสองผล เป็นยอดกุศล สังฆัสสะ เทมิ" 

      พระรูปนั้นชื่อสุนทรภู่ ให้ศีลให้พรญาติโยมด้วยการจับ(คำ)เอาของที่ชาวบ้านนำมาถวาย ผสมกับภาษาบาลี(อันศักดิ์สิทธิ์)มาทำเป็นกลอน


     เขาว่า ท่านดูหมิ่นศาสนา ทำแบบนี้ได้ยังไง?


 


                             
 

 


      2.

      ผมเห็นรถของพระราชา รถคันนั้นใหญ่โตพอที่จะบรรจุทุกผู้นามในโลกนี้เอาไว้ ในรถบรรจุลำเรือเอาไว้ เรือชื่อ ฮาลาลซิลแล็ก มันเป็นเรือเดินสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ความสูงกว่ายอดแหลมของโบสถ์ยี่สิบเท่า ยาวกว่าหมูบ้านริมทะเลถึงเก้าสิบเจ็ดเท่าเศษๆ มันทำเอาคนทั้งหมู่บ้านอ้าปากค้างกับความมโหฬาร 

      เรือบรรจุด้วยสรรพชีวิตทั้ง คน สัตว์ สิ่งของ อดีต ปัจจุบัน อนาคต ความรัก ความเศร้า แก่นสาร และอันหาสาระมิได้...

       เรืออีกลำใหญ่ไม่น้อยกว่า ข้างลำเรือมีข้อความว่า 'ยู เอส นาว'ี 'มันบรรจุบุรุษผู้แข็งแรง 800 กว่าชีวิต เทียบท่าที่หาดป่าตอง .. ซอยบางลาคลาคล่ำไปด้วยหญิงสาว ผู้มาจากทุกที่ของประเทศนี้และประเทศอื่น เพื่อยูเอสดอลล่าร์ ของบรรดาบุรุษผู้มาปลดปลดปล่อยความแข็งแรง แสวงหาอีกด้านในความหวามไหวและเย้ายวน ตามแรงปรารถนา


      3.

     “ข้าพเจ้าขโมยเรื่องสั้นเก้าเรื่องของท่านมาแปล ทุกเรื่องที่กล่าวถึงนี้ แทบจะพูดได้ว่าใช้ฉากที่เมืองไทยได้ทั้งหมด คือ อ่านคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเกิดขึ้นที่ไหนสักแห่งในเมืองไทย ตัวละครที่เป็นชาวบ้านของท่านก็คล้ายๆ ชาวบ้านไทย เพียงแต่อาจจะฝันเฟื่องมากกว่าสักหน่อย แต่ยากไร้พอๆ กัน รักสนุกพอๆ กัน ลามกอนาจารพอๆ กัน ที่เป็นนักการเมืองก็กระแดะพอๆ กัน จัดเจนกับศิลปะของนักลวงโลกพอๆ กัน” นั้นเป็นส่วนหนึ่งของคำนำ ‘จดหมายเปิดผนึก’ ของผู้แปล ซึ่งแทนตัวเองว่า "จากหมาน้อยธรรมดา ถึงมหาเทพกาเบรียล การ์เซีย มาเกซ"


       เราคงต้องเกริ่นถึงมหาเทพที่ว่าก่อน เพื่อผู้อ่านที่บางคน อาจยังไม่ทราบในความยิ่งใหญ่ของมหาเทพ(เดินดิน)องค์นี้กาเบรียล การ์เซีย มาเกซ เป็นนักเขียนยิ่งใหญ่ที่สุดจากละตินอเมริกา  เนื่องเพราะเขาเป็นคนทำให้วิธีการเขียนแบบ Magical realism หรือ แนว "สัจจนิยมหัศจรรย์" เข้าถึงแก่นแท้สำหรับนักอ่านทั่วโลก


      แนวการเขียนนี้ ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายก็คือการผสมเรื่องจริงให้เข้ากันกับเรื่องเหนือจริง ซึ่งตามขนบเหตุการณ์ต่างๆ ควรเกิดกับตัวละครชุดเดียว เป็นที่เข้าใจกันว่า นวนิยายของมาเกซ เรื่อง ‘หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว’ (One Hundred Years of Solitude)นั้น ทำให้ชาวตะวันตกรับรู้ในอรรถรสในเชิงวรรณกรรมแขนงนี้มากขึ้น และทั้งด้วยความยิ่งใหญ่ของมันทำให้ มาเกซ คว้ารางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1982

 

                
 
 

      แต่..นั้นแหละ..เราตีค่า ราคาวรรณกรรม หรือตัวหนังสือจากอะไร ชื่อเสียง รางวัล หรือการยกย่อง..แดนอรัญ เสียดเย้ย(ชุดเรื่องสั้นนี้)ไว้ว่า "อ้ายพวกนักแปลริงโก้ มันกระหืดกระหอบแปลเรื่องสั้นของท่านออกมา ก็เพียงเพราะว่าท่านได้รับรางวัลอมยิ้มทางวรรณกรรมชิ้นใหญ่ไปครองเท่านั้น อ้ายพวกริงโก้นี่ ว่าไปแล้วก็บ้องตื้นพอๆ กับพวกเรานั้นเอง"

      มาเกซเขียน 'หนึ่งร้อยปีฯ' ในปี 1965 ในช่วงที่ตกอับ ถังแตกที่สุดในชีวิต ถึงกับต้องหาทุนรอนด้วยการขายทรัพย์สินภายในบ้านเกือบหมดสิ้น ต้องติดค้างค่าเช่าบ้าน 9 เดือน จำนำรถยนต์ เพื่อมาเป็นทุนรอนในการเขียน ใช้เวลาทั้งหมด 9 เดือน ผลงาน 1,300 หน้าจึงเสร็จสิ้นลง เมื่อนวนิยายได้ตีพิมพ์ก็ได้รับการตอบรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดี จนถึงปัจจุบันขณะนี้ขายไปได้ทั้งหมด 30 ล้านเล่มทั่วโลก ได้รับการแปลถ่ายทอดไป 24 ภาษา


        เรื่องราวของ คนในตระกูล  บูเอนดิยา ในหมู่บ้านเล็กๆ  ชื่อ มาคอนโด ผ่านช่วงวัยของหลายชั่วอายุคน  เกิดเหตุการณ์มากมาย ทั้งธรรมดาสามัญจนถึงพิลึกพิลั่นทั้งชวนขบขัน หัวเราะ และร้องไห้  นวนิยายสามารถสะท้อนนัยยะทางการเมืองในแง่ของประเทศแทบละตินอเมริกา(รวมทั้งประเทศแทบเอเชียใต้) ที่มักถูกยึดครองกดขี่จากประเทศนักล่าอาณานิคมจากตะวันตก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลในกาลต่อมาอย่างยิ่งใหญ่


        4.

        รวมเรื่องสั้น การเดินทางเที่ยวสุดท้ายของเรือปีศาจ เป็นชุดเรื่องสั้นที่เคยแปลมาแล้วครั้งหนึ่งในเมืองไทยในชื่อ "คนจมน้ำตายที่รูปหล่อที่สุดในโลก" (ซึ่งเป็นหนึ่งในชื่อเรื่องสั้นทั้งหมดของชุดนี้) ครั้งนั้นแปลโดย เชน จรัสเวียง (นามแฝงเก่าของเสน่ห์ สังข์สุข)


                          
 
 

      ครั้งนี้ ได้รับการแปลใหม่(รีไรท์)โดย แดนอรัญ แสงทอง นักเขียนไทยที่(แอบ)ยิ่่งใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งโด่งดังในประเทศฝรั่งเศส และในแทบยุโรป เนื่องเพราะนวนิยายหลายเรื่องของเขา ที่ถูกตีพิมพ์ได้รับความนิยมอย่างมาก

    โดยเฉพาะ เงาสีขาว นวนิยายเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรท์ในปี 2536 แต่ทว่าถูกคณะกรรมการผู้มากคุณวุฒิ(ทรงเกียรติ)ขับออกจากการเสนอชื่อเข้าชิง เนื่องด้วยเนื้อหาที่หมิ่นเหม่ ด้วย(คณะกรรมการ)คิดว่าสังคมไทยยังไม่พร้อม


                เราตัดสิน นวนิยายเรื่องหนึ่ง, งานเขียน จากอะไร ชุดความคิด ศีลธรรม จารีต ความดีงาม แต่ทุกอย่างล้วนผลิตจาก 'ความมุสา' ในจินตนาการ ดั่ง แดนอรัญ เสียดในที อีกว่า "การพูดคุยเรื่องวรรณกรรมนั้นเข้าข่ายพูดเพ้อเจ้อ เป็นข้อห้ามข้อที่สี่ในเบญจศีล..แม้แต่พวกบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิต และมหาบัณฑิตทางวรรณกรรมในประเทศของข้าพเจ้า ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพุทธศาสนาแท้ๆ เขาก็ไม่ได้เอาใจใส่กัน ทั้งที่เขาเหล่านั้นต่างก็รักเคารพ เทิดทูนองค์พระบรมศาสนาไว้เหนือเศียรเกล้า ต่างจับจ้องสอดส่องช่วยดูแลไม่ให้นักเขียนไทยคนไหน เฉไฉออกนอกศีลธรรมอันดีงามได้เป็นอันขาดทีเดียว แล้วเขาเหล่านั้น ก็มีอำนาจราชศักดิ์ที่จะชี้เป็นชี้ตาย ให้กวีหรือนักเขียนคนใดก็ได้..."


          เงาสีขาว ถูกสังคม(แบบไทยๆ) ทำให้เหลือเพียง 'รูปเงา' แต่มันกลับ "ขยายร่าง ก่อรูป" อย่างสง่าผ่าเผยได้รับความนิยมยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ในต่างแดนโพ้นไกล จนทำให้เขาได้รับรางวัลเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Chevalier De L"Ordre Des Arts Des Lettres ชั้นอัศวิน จากกระทรวงวัฒนธรรมและการสื่อสารของประเทศฝรั่งเศส

         แต่ทว่า อีกนั้นแหละ..แดนอรัญ แสงทอง หรือในชื่อจริง เสน่ห์ สังข์สุข ก็เป็นเพียงคนกวาดลานวัดแถว(จังหวัด)เพชรบุรีคนหนึ่ี่ง(ในสังคมไทย)เท่านั้น .. แต่เจ้าตัวก็ผลิตงานเขียน และงานแปลออกมาอย่างสม่ำเสมอ

 

 

         5.

         ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบทุกอย่าง ในทุกตัวหนังสือ ในงานเขียนชิ้นหนึ่ง(แม้จะจารจดรจนาจากมหาเทพ แดนอรัญ ชำแหละไว้ทั้งจุดเด่นและด้อย(ชี้ชวนขบคิด)ใน จดหมาย ของเขาว่า "ตัวท่านเองนั้น แน่นอนละว่าเป็นนักเขียนที่ดีชิบหายและยิ่งใหญ่ชิบหาย แต่เรื่องสั้นหลายต่อหลายเรื่องของท่านใน The Collected Stories นั้นออกจะกร่อยๆ และมีรสชาติอันชืดชาปร่าแปร่ง ก็มีอยู่ไม่น้อย"

          ความสนุกของรวมเรื่องสั้นเล่มนี้  โดดเด่นเป็นพิเศษ เพราะการถอดความเป็นภาษาไทยของ แดนอรัญ ซึ่งรุ่มรวยด้วยศัพท์ที่แปลกประหลาดพิลั่นสนั่นหนังสือ แต่ทว่าสนุกสนานใช้ภาษาไทยได้อย่างคุ้มค่าที่สุด ทั้งในท้ายบทของแต่ล่ะเรื่องเขาก็ยังมีการวิจารณ์เรื่องกำกับไว้ สรุปประเด็นอย่างเฉียบคม


         เรื่องสั้นทั้งหมดมี 9 เรื่อง หลายเรื่องเป็นงานเขียนที่เกิดขึ้นก่อน ที่จะมีนวนิยาย เรื่อง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวเป็นเสมือนภาพร่าง ท้องเรื่อง วิธีการ ที่เขาจะนำมาใช้กับนวนิยายที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุดในโลกในกาลต่อไป

        โดยเฉพาะในแง่ตัวละครเล็กๆ กับเรื่องประหลาดเหนือจริง ในหมู่บ้านชุมชมเล็กๆ ริมทะเล ซึ่งเราจะเห็นได้ชัด แม้กระทั้งหมู่บ้านก็ชื่อพ้องกัน อย่างเช่นในเรื่อง ‘รำพึงรำพันของอิซาเบล ขณะเธอเหม่อมองดูสายฝนที่กำลังตกในมาคอนโด’ หรือเรื่อง ‘บลาคามานคนดีศรีประเสริฐ ผู้เร่ขายอิทธิปาฎิหาริย์ร้อนๆ จ้า’ ก็ทำให้เรานึกถึงตัวละคร นักเล่นแร่แปรธาตุ ใน(หนึ่งร้อยปีฯ)เรื่องนั้น          

        มันจึงเป็นชุดเรื่องสั้นแปลที่ยิ่งใหญ่ในตัวงาน  จากนักเขียนที่ได้ชื่อว่าเอกอุที่สุดของโลกตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมาตราบจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งถอดความได้อย่าง "วิเศษแจ่มจรัสชัดถ้อยคำ" จากนักเขียนชาวไทยผู้ชำนิชำนาญในชั้นเชิงแห่งวรรณกรรม และอรรถรสแห่งภาษาอย่างดีเยี่ยม

 


        6.

         จวบสมัยพ้นผ่าน..สุนทรภู่ กลายเป็นกวีเอกของโลก .. มาเกซ กลายเป็นมหาเทพ เช่นเดียวกับ บูเอนดิย่า(ทุกตัวตนแค่เปลี่ยนหน้า) ที่ยังวนเวียนหาทางออกจาก มาคอนโด เช่นเราท่าน เสน่ห์ สังข์สุข ยังคงกวาดลานวัด เขายิ่งใหญ่ในตัวเองโดยไม่ต้องประกาศ(จากสังคมไทย)ให้มากความ บนโสดาบันปลายไม้กวาด และปลายปากกานั้น 


        ผมเห็นรถของพระราชา รถคันนั้นใหญ่โตพอที่จะบรรจุ ทุกผู้นามในโลกนี้เอาไว้ แม้แต่ เรือผี ลำนั้น

        นานมาแล้ว เด็กชายผู้ห่มคลุมด้วยผ้าสีเหลือง ท่องจำในสิ่งที่ถูกเคี่ยวกรำบังคับให้จำ (มาจากพระไตรปิฎกเล่มไหนจำไม่ได้แล้ว ต้องถามพี่กูgle)...แต่เขาจำ ประโยคยาวๆ นั้น ขึ้นใจว่า

                       "สูทั้งหลายจงมาดูราชรถที่พวกเขลาหมกอยู่ แต่ผู้รู้หาได้ข้องอยู่ไม่"


        เรา(ควร)อ่านวรรณกรรม มิใช่เพื่อไว้ อวดอ้าง ให้หนักหัวและตัวแก่ผู้ใด แต่เพื่อให้รู้ถึง "ความไม่มีอะไร" ในเรือใหญ่ที่ชื่อว่า 'โลก' ลำนี้

 


 

 

        7.

        ฝนที่ มาคอนโด ยังตกอยู่(อีกหรือ) ที่ซอยบางลา บุรุษทั้งหลายลาลับ หญิงสาวเพลินกับการนับยูเอสดอลลาร์ เขายิ้มร่า เธอยิ้มฝัน

        "ไอ เลิฟ ยู ทอมมี่ อย่าเป็นเรือเที่ยวสุดท้ายเลย กลับมาอีกนะ บายๆ ซี ยู เน็กซ์ เยียร์"


         อีหล้า ซึ่งเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวว่า พอลล่า หวังกลับคืนเรือนที่มหาสารคามกับบ้านหลังโตในฝัน เชิดหน้าชูตาในหมู่บ้านเล็กๆ ที่แบล็คเบอรี่ กำลังเดินทางไปถึง 

        เช้าแล้ว ถุงขยะในซอยบางลาปลิ่วว่อน มันลอยล่องตามแรงลม ตามแรงปรารถนาของใจในทุกผู้นาม หญิงวัยกลางคนยังวาดไม่้กวาดซ้ำๆ ทำความสะอาดมรรคาสายเดิมเช่นทุกเช้า..ราตรีจะเยืองย่างมาในไม่ช้า 'โลกหมุนไป' เท่านั้นและเท่านี้


        เท่าที่ ใจเรา ยังไหว หมุนไปตามโลก ที่ขยะยังล่องไหล ใจคนซึ่งล่องลอย ใน "ความไม่มีอะไร"


 

                                                           ------------------------------------

 

 

 

 

 

 

 

*  เผยแพร่ครั้งแรก ในนิตยสาร กลางแปลง # 4 ..(ตุลา 53)

 

 


 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet

confused smile confused smile confused smile

#10 By ปิยะ99 on 2010-10-17 20:16

เข้ารหัสสองชั้น ผมจะอ่านรู้เรื่องไหมเนี่ย embarrassed

#9 By 40reborn on 2010-10-17 16:41

ต้องลองเดินทางไปในทะเลอักษรของแดนอรัญบ้างแล้วล่ะค่ะ...

big smile
Please, read slowly..
กว่าจะอ่านจบ น้ำชาก็หมดไปสองถ้วย ^_^ กับเรื่องราวดีๆ อย่างนี้ ผมชอบอ่านแบบละเลียดครับ

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

ได้ยินมานาน ถึงความยิ่งใหญ่ของ 'เงาสีขาว' รามถึง 'หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว' มีประดับชั้นหนังสือไว้แล้วทั้งสองเล่ม เคยหยิบมาอ่านอยู่หนสองหน แต่ก็ต้องวางพักไว้

เพราะสำหรับตัวเอง, ยังเป็นหนังสือที่เคี้ยวยากอยู่สักหน่อยครับ

รอเวลาเหมาะสมมาถึง แล้วจะหยิบจากชั้น มาปัดฝุ่นและเริ่มต้นอ่านใหม่อีกสักครั้งครับ ^_^
คิดว่าสัปดาห์หนังสือนี้จะซื้อ 'หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว'

#6 By dong=ดอง,โด่ง on 2010-10-16 20:50

ยังไม่เคยอ่านค่ะ เคยผ่านตาแวบ ๆ ชักอยากอ่าน

เคยอ่าน "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" เพราะอาจารย์แนะนำ
แต่อ่านไม่จบ
งงมาก ไม่รู้ใครเป็นใคร จำตัวละครไม่ได้
จำไม่ได้ว่าใครแปล แต่เป็นฉบับเก่า ไม่ใช่ฉบับพิมพ์ใหม่แน่นอน
แต่เพราะอาจารย์แนะนำเลยอยากจะลองอ่านอีกทีเหมือนกัน confused smile
Hot! Hot!

#5 By Sะฆัง on 2010-10-16 20:24

เรือปีศาจนั่นทำให้นึกถึงไททานิค

#4 By iDoi* on 2010-10-16 18:07

ผมชอบเรื่องเด็กเลี้ยงม้าครับ ชื่ออะไรจำได้ไม่ถนัดนัก... (กระผมถูกม้ามันเตะเข้าให้น่ะขะรับ)


พูดกันตามตรง ผมค่อนข้างงง กับภาษาของแดนอรัญ แสงทอง ที่หากอ่านโดยไม่มีสมาธิ ก็จะไม่รู้เรื่องโดยสิ้นเชิง หรือหากอ่านโดยมีสมาธิและสติครบถ้วน แต่หากไม่คิดตาม ก็อาจจะจับต้นชนปลายไม่ถูก (หรือรอยหยักในสมองของผมอาจจะยังไม่หยักมากพอก็ได้...555)เช่นเดียวกับหนังสือของ 'รงค์ วงศ์สวรรค์ ที่ผมอ่านมาเกือบจะยี่สิบปีแล้ว (บางเล่มเช่นหลงกลิ่นกัญชา) ก็ยังงง ๆ อยู่กับสำนวนชั้นครูอยู่

ได้อ่านเรื่องของ เกเบรียล ก. มาเกซ ในฉบับภาษาอังกฤษแล้วสนุกดี เหมือนเป็นการเติมเต็มสำนวนภาษาของแดนอรัญ แสงทองได้มากขึ้น

#3 By ขุนกระบี่ on 2010-10-16 17:13

ไม่ได้มีเล่มที่หัวเรื่องกล่าวถึง
มีแต่เรื่อง หนึ่งร้อยปีแห่งความเดียวดาย

ชอบที่ว่า
เรา(ควร)อ่านวรรณกรรม มิใช่เพื่อไว้ อวดอ้าง ให้หนักหัวและตัวแก่ผู้ใด แต่เพื่อให้รู้ถึง "ความไม่มีอะไร" ในเรือใหญ่ที่ชื่อว่า 'โลก' ลำนี้

Hot!

#2 By ta_THINK_nhong on 2010-10-16 14:56

มีหนังสือเล่มนี้อยู่ในครอบครองด้วยค่ะ
อ่านไปสองรอบ มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เข้าใจในสารทั้งหมดที่ผู้เขียนและผู้แปลต้องการจะสื่อแน่ๆ แต่ก็สนุกดีนะ..
big smile

#1 By แอ้ on 2010-10-16 14:39