ข้าพเจ้า..

ในเมืองใหญ่

ยินเสียง สนทนา คล้ายว่า ผู้คนไม่วางใจ

ระคนสงสัย ในกันและกัน

 

เมืองร้าง...

 

 

 

 

 

 

 

ก่อนหน้า เหมือนว่า จะนานแล้ว

ข้าพเจ้า แว่วเสียงแห่งความสุข

ไม่มีเสียง ปลุกเร้า เพื่ออุดมการณ์ใดๆ

 

 

 

 

 

บรุษผู้หนึ่ง ลืมคำที่ให้ไว้ ต่อฟ้าดิน

เขากิน มิเคยอิ่ม จึงลืมสิ้นซึ่งจริยธรรม

ผู้คน ผู้ไม่เชื่อ ในน้ำคำ ออกมาเป็นสี..

 

 

 

 

 

ไม่กี่ปี ผู้คนมีสี หลากสรร

แต่นับวัน เส้นทางเริ่มขนานกัน คนล่ะทาง

ในความเชื่อ โลกเริ่มอ้างว้าง หมางเมิง

 

 

 

 

 

 

 

ผู้คนต่าง กล่าวอ้าง ยึดมั่นใน ความเชื่อ

ที่ไม่เหลือ พื้นที่ ให้ใคร

จมดิ่ง ในความเดียวดาย แยกห่าง

ต่างฝัน คนล่ะสี

 

 

 

 

 

แสงเทียน สว่างจ้า ใกล้ดับแล้ว

ผู้เคยนับถือในคำสอน เริ่มล่ะทิ้งอาราม

แรมทาง เพื่อโลกิยะธรรม

เพลงสวด ในเสียงปืน ผู้คนร่ำไห้

 

 

 

 

 

ข้าพเจ้า ใคร่ถามท่าน

เราต่อสู้ เพื่อคงอะไรไว้ ในโลกนี้

ไม่กี่นาที ชีีวีก็ปลิดปลง

โรยรา เมื่อวันเวลา ทวงถาม

 

 

 

 

 

 

 

ข้าพเจ้า ออกเดินทาง ในประเทศใต้

คำสอนทำให้ เราต่างกันหรือไม่

ใช่ไหม ทุกผู้คนเห็นความงาม ในแสงตะวัน ดวงเดียวกัน

ข้าพเจ้า ยิ้มให้ เด็กสาว ...

 

 

 

 

 

ชีวิตนี้แสนสั้นนัก

เรา คือ นักแรมทาง เพียงชั่วครู่

ฤดูกาลผ่านผัน ในวันไม่นาน รอยเท้า ก็จางหาย

ใย เรา ต้อง แบ่งเขา แบ่งข้าง แบ่งสี

 

 

 

 

 

ข้าพเจ้า เหนื่อย ล้า

ได้เพียงมา ตั้งคำถาม ที่อาจไม่มีคำตอบ

ได้เพียงหวัง ในมโนสำนึกของทุกผู้คน

จะดิ้นรนในสิ่งใด หากเรา ไม่เรียนรู้

 

 พูดให้น้อย ฟังให้มาก

 

 

 

 

โลกนี้ เป็นสิ่งสมมติ

มนุษย์เป็นเพียง ฝุ่นผงในจักรวาล

เมื่อวาน อาจนานแล้ว..ปัจจุบัน เรา กำลังทำอะไร

อนาคต เพียงหวังให้ ..

 

ธงนั้น ยังพลิ้วไหวในสายลม

 

 

 

 

 

 

 

... ข่มจิตแห่งศรัทธาที่พร่องหาย

ยังไม่สาย...

 

    เรามาลองคุยกัน

 

 

 

 

 

 

 

              SAVE OUR BELOVED COUNTRY

 

 

Creative Commons License

Comment