ผมถึงกับจุกไปหลายวัน เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ พยายามหาแง่มุมที่จะเขียนถึง ดูเหมือนจะกระจัดกระจาย-มากมาย ไปหมด  เอนทรี่วันนี้ ก็เลยขอก็อบ ของคนอื่นมาลง อาจจะยาวไปนิดแต่ถ้าสนใจ ก็ลองดูครับ

 

หนังสือที่ผมเอามาแนะนำ ก็คละกันไปทั้งเก่าและใหม่ แล้วแต่วาระโอกาสที่หามาได้ ครับ แนะนำว่า ถนนสายหนังสือชื่อคาบูล คงหาได้ไม่ยากที่บูธมติชน ของมหกรรมหนังสือ ที่ศูนย์ประชุม ปลายเดือนนี้

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

        

ไม่มี “วันสตรีสากลในคาบูล

 

              นวนิยายเรื่องถนนหนังสือสายคาบูล (The Bookseller of Kabul) ผลงานของ อัสนี

เซียร์สตัด (Asne Seierstad) นักเขียนและคนข่าวสาวชาวนอร์เวย์

 

         ถนนหนังสือสายคาบูลถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิก

ครอบครัวสุลต่าน คาน ครอบครัวชนชั้นกลางชาวอัฟกัน ในยุคที่ตาลีบันพ่ายแพ้ต่อกองกำลัง

พันธมิตร และถอนกองกำลังออกจากคาบูล หลังเหตุการณ์ 9-11 (..2001) อัสนี เซียร์สตัดขอเข้า

ไปพำนักกับครอบครัวของสุลต่าน คาน

 

          เธอกล่าวว่า ฉันลงมือเขียนมันออกมาในรูแบบของนิยาย แต่ก็อิงตามเรื่องจริงที่เกิดขึ้น หรือได้รับการ

ถ่ายทอดโดยบุคคลที่อยู่ในแต่ละเหตุการณ์ ตอนที่เป็นการบรรยายสภาพอารมณ์และความรู้สึกนึก

คิด ก็มาจากปากคำของบุคคลนั้น ๆ ผู้อ่านมักสงสัยว่าฉันไปล่วงรู้

ความในใจของทุกคนได้อย่างไร คำตอบก็คือ ฉันไม่ใช่นักเขียน

ผู้รู้ไปหมด แต่ก็ได้รับฟังจากพวกเขาแต่ละคนว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง

กับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตตน” (หน้า 12 – 13)

 

 

             

 

            ในแง่มุมหนึ่ง นวนิยายเรื่องนี้ได้สะท้อนมิติทางด้าน

ประวัติศาสตร์ของประเทศอัฟกานิสถานในช่วงระยะเวลาอัน

มืดมนให้ผู้อ่านได้รับรู้ บาดแผลและความบอบช้ำของชาวอัฟกัน

ที่ต้องประสบพบเจอสืบเนื่องมาตั้งแต่ปี ค..1979 เมื่อสหภาพโซ

เวียตบุกยึดอัฟกานิสถาน และพยายามปราบปรามอิสลามกลุ่มต่าง

ๆ แต่ถูกต่อต้านโดยกลุ่มมูจาฮิดีน การสู้รบสืบเนื่องยาวนานกว่า

10 ปี ต่อมาเมื่อสหภาพโซเวียตถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถานในปี ค..1989 ประชาชนชาว อัฟ

กันเริ่มมีความหวังว่าสันติภาพจะบังเกิดขึ้นในดินแดนของพวกเขา แต่ความหวังทั้งมวลก็สูญสลาย

ไป เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพวกมูจาฮิดีนกับรัฐบาลที่เป็นหุ่นเชิดให้สหภาพโซเวียต การ

สู้รบอันดุเดือดระหว่างฝ่าย ต่าง ๆ ในกลุ่มกองกำลังมูจาฮิดีนดำเนินอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 5 ปี จวบ

จนกระทั่งในปี ค..1996 เมื่อกองทัพตาลีบันบุกโจมตี ทำให้กลุ่มมูจาฮิดีนยกพลหลบหนีออกจาก

เมือง

 

         ในยุคเงามืดของพวกตาลีบัน ศิลปวัฒนธรรมรวมทั้งศิลปวัตถุของชาวอัฟกันถูกทำลายอย่าง

ย่อยยับ กล่าวกันว่ากองกำลังตาลีบันใช้เวลาเพียงครึ่งวันในการทำลายประวัติศาสตร์ของชาวอัฟกัน

ที่สั่งสมมานานนับพันปี นอกจากนี้รัฐบาลตาลีบันยังมีนโยบายต่อต้านความทันสมัยในทุก ๆ ด้าน มี

การออกกฎข้อบังคับเรื่องการแต่งกายของประชาชนว่าควรปกปิดมิดชิด และผู้หญิงควรถูกกัก

บริเวณในบ้านแยกออกจากสังคม ต่อมาเกิดเหตุการณ์สะท้านโลก 11 กันยายน ประเทศ

อัฟกานิสถานถูกสหรัฐถล่มด้วยระเบิดในฐานะเป็นแหล่งซ่อนตัวของผู้ก่อการร้าย พวกตาลีบันถูก

ฝ่ายพันธมิตรรุกไล่จนต้องถอนกำลังออกจากคาบูล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวอัฟกันและครอบครัว

ของสุลต่าน คาน เปิดเผยให้โลกรับรู้ในช่วง ค..2001 หลังจากรัฐบาลตาลีบันแตกพ่ายและถอนกอง

กำลังออกจากจากคาบูล

 

         สุลต่าน คาน เป็นลูกชายคนโตของครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน พ่อแม่ของเขาเก็บหอม

ออมเงินเพื่อส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียน เมื่อเติบโตขึ้นสุลต่าน คาน ประกอบอาชีพเป็นวิศวกรระยะ

หนึ่ง แต่ด้วยความหลงใหลในหนังสือ เขาหันหลังจากอาชีพวิศวกรไปเปิดกิจการร้านหนังสือตั้งแต่

แต่อายุ 20 เขาสามารถนำธุรกิจร้านหนังสือฝ่ามรสุมสงครามกลางเมืองในคาบูลมาได้ตลอดรอดฝั่ง

ขยายกิจการได้หลายสาขา โดยมอบหมายให้น้องชายและลูกชายดูแลกิจการที่แตกกิ่งก้านสาขา

ออกไป

 

         เมื่อครั้งที่พ่อของสุลต่าน คานเสียชีวิต สุลต่าน คานในฐานะลูกชายคนโต ได้สืบทอด

อำนาจต่อจากพ่อ คำสั่งของเขาคือกฎหมายของบ้าน ใครไม่ปฏิบัติตาม

จะได้รับโทษ เขาไม่เพียงเป็นนายใหญ่ของบ้านนี้ หากยังพยายามแผ่

อำนาจไปปกครองพี่ ๆ น้อง ๆ ที่แยกย้ายครอบครัวออกไปแล้วด้วย ดู

เหมือนลัทธิปิตาธิปไตย (patriaechy) ที่หมายถึงอำนาจของบิดา ซึ่ง

ต่อมาหมายรวมถึงระบบชายเป็นใหญ่ ได้เข้าครอบคลุมฝังรากลึกลง

ในครอบครัวของชาวอัฟกัน สุลต่าน คาน เคยขับไล่น้องชายที่ชื่อฟาริ

 

ออกจากบ้าน และบังคับไม่ให้ญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ติดต่อกับฟาริดอีก

เพียงเพราะเขาไม่ยอมไปช่วยงานร้านหนังสือของสุลต่าน แต่ไปเปิด

ร้านของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีกฎว่าพี่ชายคนโตต้องเป็นที่เคารพและเชื่อฟังของน้อง ๆ ในทุก ๆ

ด้าน น้อง ๆ ของสุลต่านจะต้องถูกลงโทษหนักถ้าโต้เถียงกับพี่ชาย สุลต่านพยายามปกป้องการ

กระทำของตนเองโดยอ้างเหตุผลว่าถ้าครอบครัวไม่มีวินัยและไม่ขยันเอาการเอางาน ก็จะไม่มีทาง

ฟื้นฟูประเทศอัฟกานิสถานให้เจริญรุ่งเรืองได้” (หน้า 125) ส่วนลูกชายของสุลต่าน คาน 3 คน

ได้แก่ มานซูร์ อัคบาลและไอมาล ก็ไม่มีอิสรเสรีในชีวิตเพราะถูกพ่อบังคับให้ดูแลกิจการร้าน

หนังสือเช่นเดียวกัน

 

 

 

               นอกจากนี้ ลัทธิปิตาธิปไตยยังส่งผลครอบคลุมมาถึงการให้คุณค่าและความหมายแก่ผู้ชาย

เหนือผู้หญิง สถานะของผู้หญิงในระบบนี้ถูกจัดวางไว้เป็นกฎว่าผู้หญิงจะด้อยกว่าผู้ชายแง่ที่จะต้อง

พึ่งพา เชื่อฟังและสยบยอมต่อชาย ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะ แม่ เมีย ลูกสาวหรือน้องสาวก็ตาม

ในฐานะแม่ บีบีกุล แม่ของสุลต่าน ที่มีลูกถึง 13 คน แต่สถานภาพของบีบีกุลเมื่ออยู่ในบ้าน

ก็เป็นเพียงผู้อาศัยพึ่งใบบุญของสุลต่านเท่านั้น และเพียงเพราะนางและลูกสาวคนเล็กไม่เชื่อฟังและ

มีความคิดเห็นขัดแย้งกับสุลต่าน ทั้งสองจึงถูกขับไล่ ต้องไปอาศัยอยู่กับฟารีด น้องของสุลต่านซึ่ง

ถูกตัดขาดจากพี่ชายเช่นเดียวกัน สุลต่านก็ยังคงสร้างเกราะปกป้องตนเองโดยให้เหตุผลว่าพี่น้อง

ชาวอัฟกันไม่ค่อยรักกันเลย สมควรแล้วที่เราจะต้องแยกกันอยู่ ตอนที่อยู่กับผม พวกเขาน่าจะให้

เกียรติผมบ้าง...หรือคุณว่าไง? ถ้าครอบครัวไร้ระเบียบวินัย เราจะสร้างสังคมที่เคารพกฎหมายและ

ประเพณีได้อย่างไร? ...สังคมของเรากำลังวุ่นวายสับสน เพราะเพิ่งผ่านสงครามกลางเมืองมาหยก ๆ

ถ้าไม่มีใครปกครองคนในครอบครัวตัวเองได้ ส่วนรวมก็จะล่มสลายไปทั้งหมด” (หน้า 278)

 

             ในฐานะเมีย ชาริฟา ภรรยาคนแรกของสุลต่าน ก็ต้องหวานอมขมกลืน เมื่อสุลต่านมาแจ้ง

ข่าวว่าเขาได้ไปสู่ขอซอนย่ามาเป็นภรรยาคนที่สอง ถึงแม้ทุกคนในครอบครัวจะไม่เห็นด้วย

โดยเฉพาะชาริฟาที่เสียใจอย่างที่สุด เพราะสุลต่านเลือกผู้หญิงที่ไม่มีการศึกษา ไม่เคยแม้กระทั่งเข้า

โรงเรียนอนุบาล ในขณะที่ชาริฟาเป็นถึงครูสอนภาษาเปอร์เซีย แต่ชาริฟาก็ต้องฝืนใจทำหน้าชื่นเข้า

ร่วมงานหมั้นของสามี และเหมือนเช่นเคยไม่มีใครในครอบครัวกล้าขัดขวางความต้องการของ

สุลต่านได้

 

              ในฐานะน้องสาวคนสุดท้อง ไลลา อายุ 19 ปี เป็นคนฉลาดเฉลียว เอางานเอาการ และเป็นผู้

แบกภาระงานบ้านอันหนักอึ้ง เป็นผู้หญิงที่อายุน้อยที่สุดและเป็นปลายแถวท้ายสุดของลูกโซ่อำนาจ

ในครอบครัว ถึงแม้ว่าไลลาจะเป็นผู้หญิงที่มีการศึกษา เธอจบชั้นมัธยมปลาย และมีความรู้

ภาษาอังกฤษ แต่เมื่อเธอต้องการไปสมัครเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ก็ยังคงต้อง

หลบ ๆ ซ่อน ๆ ไป เพราะแผนของเธอคือ ไปสมัครให้ได้ก่อนแล้วค่อยบอกสุลต่าน เพราะถ้าเขารู้

เสียก่อนก็จะขัดขวาง แต่ถ้าเธอมีตำแหน่งงานรออยู่ เขาก็คงขัดไม่ได้ อีกอย่างเธอคงสอนแค่สามสี่

ชั่วโมงในแต่ละวัน ถ้าเธอตื่นเช้าขึ้นและขยันขึ้นอีก ทุกอย่างก็จะลงตัว ไม่มีใครว่าได้” (หน้า 196)

 

             เมื่อเธออยู่ในบ้าน หน้าที่คือเข้าครัวเตรียมหุงหาอาหารทุกมื้อเธอถูกฝึกให้มีหน้าที่รับใช้ทุกคน ฟัง

คำสั่งของทุกคนในบ้าน และเป็นที่ระบายอารมณ์ของทุกคน เธอไม่เคยได้รับการดูแลหรือถนอม

น้ำใจ เธอจะถูกกล่าวโทษ ถ้ามีอะไรขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นรอยด่างบนสเวตเตอร์ที่ซักไม่ออก

หรืออาหารที่ไม่อร่อยถูกใจ เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วที่ทุกคนจะหันมาดุด่าว่ากล่าวไลลา เมื่อ

ต้องการใครสักคนมารองรับอารมณ์บูดขอตน” (หน้า 182)

 

 

 

 

              ทางด้านสังคมภายนอกผู้หญิงชาวอัฟกันถูกลิดรอนคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

โดยกฎของสังคม เช่น ในเรื่องการหย่าร้าง ถ้าผู้หญิงที่ผ่านการหย่าร้างจะถูกตราหน้าว่านำความ

เสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูล เป็นที่รังเกียจในสังคม และถ้าผู้หญิงกล้าลุกขึ้นมาหย่าสามี จะต้องสูญเสีย

สิทธิประโยชน์ทุกอย่างในชีวิต ฝ่ายชายจะได้ลูกไปและสามารถสั่งห้ามมิให้ฝ่ายหญิงไปเยี่ยมลูก

โดยไม่ต้องพึ่งอำนาจศาล และทรัพย์สินทั้งหมดจะต้องตกเป็นของฝ่ายชาย

 

ดังนั้นชาริฟา ภรรยาของ สุลต่าน คาน จึงต้องทนหวานอมขมกลืนอยู่กับสุลต่าน ถึงแม้เธอจะเป็นแม่และเมียที่ดีก็ตาม

 เพราะถ้าเธอหย่าขาดจากสุลต่าน เธอจะไม่สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข คงต้องซมซานไป

อาศัยอยู่บ้านพี่น้องที่เป็นผู้ชายคนใดคนหนึ่งในสภาพที่สูญสิ้นทุกอย่างที่เคยมีในชีวิต

มิพักจะต้องพูดถึงเรื่องหย่าร้าง ในสังคมอัฟกัน การโหยหาความรักเป็นเรื่องต้องห้าม

 

             สำหรับผู้หญิง คำสั่งห้ามของพวกมุลลอฮ์และประเพณีพื้นเมืองในเรื่องเกียรติและศักดิ์ศรี ทำให้คน

หนุ่มสาวไม่มีสิทธิ์นัดพบใคร ไม่สามารถเลือกรักหรือรักใครอย่างอิสระ ใครที่ไม่รู้จักสำรวมตน

อาจถูกฆ่าอย่างทารุณ และถ้าต้องตัดสินระหว่างชายกับหญิงว่าใครผิดสมควรจะถูกประหาร

 

 ผู้รับกรรมจะต้องเป็นฝ่ายหญิงในทุกกรณี เช่นในกรณีของซาลิคา หญิงสาวอายุ 16 ปี เพียงแค่เธอแอบไป

คุยกันในสวนสาธารณะกับชายหนุ่ม เพื่อวาดฝันในเรื่องของอนาคตร่วมกัน เมื่อถูกจับได้เธอถูกคน

ในครอบครัวเฆี่ยนตีจนร่างกายบอบช้ำ และครอบครัวของเธอรู้สึกอับอายขายหน้าเพื่อนบ้านเพราะ

เป็นการละเมิดศีลธรรมขั้นร้ายแรง

 

            หรือกรณีของญามิลา เพื่อบ้านของชาริฟา เธอมาจากครอบครัวผู้ดีมีเงิน และได้แต่งงานกับ

เจ้าบ่าวที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ เมื่อแต่งงานได้สองอาทิตย์ เจ้าบ่าวต้องกลับไปต่างประเทศเพื่อขอ

วีซ่าให้กับญามิลา ระหว่างนั้นญามิลาพักอยู่ที่บ้านพี่ชายของเจ้าบ่าวซึ่งแต่งงานแล้ว เรื่องร้ายแรงที่

เกิดขึ้นกับญามิลา

 

เกิดขึ้นเมื่อตำรวจมารายงานว่าเห็นผู้ชายคนหนึ่งปีนหน้าต่างเข้าห้องของเธอ และ พี่สามีค้นพบข้าวของ

ของชายผู้นั้นในห้องของญามิลา เธอจึงถูกไล่ออกจากบ้านกลับไปอยู่ที่บ้านเดิม สามวันต่อมา

พี่ชายของเธอก็แจ้งว่าญามิลาเสียชีวิตแล้วเพราะไฟฟ้าชอร์ต แต่แท้จริงแล้วเป็น

คำสั่งของแม่แท้ ๆ ของเธอที่ให้ลูกชายสามคนลงมือสังหารญามิลาลูกสาวของนางโดยใช้หมอนกด

หน้า นับเป็นโศกนาฏกรรมในชีวิตของผู้หญิงชาวอัฟกันที่ไร้ทางต่อสู้

 

             ในทางกายภาพ ผู้หญิงชาวอัฟกันเมื่อออกจากบ้านต้องคลุมผ้าบูร์กาให้มิดชิด และภายใต้ผ้า

คลุมยังมีเสื้อผ้าอีกหลายชั้น ใต้กระโปรงมีกางเกงขายาว แม้ในยามอยู่บ้านก็ไม่ค่อยสวมเสื้อเปิดคอ

ยิ่งในสมัยของตาลีบันเรืองอำนาจแม้แต่การทาเล็บเท้าซึ่งเป็นส่วนที่อยู่นอกเหนืออาณาเขตของชาย

ผ้าบูร์กาก็ถือเป็นความผิดร้ายแรง ผู้หญิงที่ขัดคำสั่งจะถูกลงโทษโดยการตัดปลายนิ้วมือนิ้วเท้า

นอกจากนี้สิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ เช่นการใช้บริการขนส่งมวลชน พวกผู้หญิงก็ไม่รับความ

เสมอภาค พวกเธอต้องขึ้นรถเมล์ทางประตูหลังแล้วนั่งบนที่นั่งหลังม่านแถวหลังของรถเมล์ ซึ่งมีที่

นั่งไม่มากนัก

 

             หลังยุคตาลีบันหมดอำนาจ ความเข้มงวดที่มีต่อผู้หญิงชาวอัฟกันเริ่มผ่อนคลาย ผู้หญิงชาว

อัฟกันเริ่มมีพื้นที่ของตัวเองมากขึ้น การเริ่มมีอิสรภาพทำให้ความรู้สึกของการที่เคยถูกเอารัดเอา

เปรียบ ถูกกดขี่ข่มเหง ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้หญิงส่วนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้ มีการก่อตั้งองค์กร

หรือหน่วยงานเกี่ยวกับสตรีหลายองค์กร องค์กรสตรีรายหนึ่งพยายามปลุกระดมให้มีการเดินขบวน

เพื่อรณรงค์เรื่องสิทธิสตรี

 

 แต่ทางการก็ส่งเจ้าหน้าที่มาสลายการชุมนุมครั้งแล้วครั้งเล่า ในระยะหลัง

ผู้หญิงสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมากขึ้น มีการผลิตนิตยสารสำหรับผู้หญิง

ผู้หญิงหลายคนเริ่มเข้ามามีบทบาทในสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามสิทธิต่าง ๆ เหล่านี้

สามารถทำได้เฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูงหรือผู้มีการศึกษาเท่านั้น แต่ในระดับรากหญ้าผู้ชายยังคง

ครองอำนาจในครอบครัวและผู้หญิงก็ยังคงไม่มีสิทธิ์มีเสียงอยู่เช่นเดิม

 

             ในยุคที่ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีกำลังพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ประชากร

ส่วนใหญ่ในสังคมโลกกำลังเสพสุขอยู่กับเสรีภาพอันหอมหวาน นวนิยายเรื่องถนนหนังสือสาย

คาบูล ได้ตอกย้ำให้เห็นว่า คำว่าอิสรภาพ เสรีภาพและความเท่าเทียมกันในสังคมเป็นสิ่งที่ผู้คนใน

อีกสังคมหนึ่งโหยหามาชั่วชีวิต แต่ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าทุกสิ่งที่ปรารถนาจะได้มาในวันใด และ

อาจสะกิดใจให้ผู้คนที่อยู่ในโลกเสรีได้ตระหนักถึงคุณค่าของคำว่าเสรีภาพที่ตนเองมีอยู่ได้มากขึ้น

 

ชฎารัตน์ สุนทรธรรม

นิตยสารขวัญเรือน คอลัมน์ดวงใจวิจารณ์ ปีที่ 39 ฉบับที่ 863 พฤศจิกายน 2550

 

 

-----------------------------------------------------------------------------------------------

 

 

       ถ้าคุณเป็นคนหนึ่ง ที่ต้องการเรียนรู้โลกกว้าง ซึ่งแตกต่างกว่าเคยรู้ อาจเคยอ่านและประทับใจในหนังสือ ชื่อ The Kite Runner (หนึ่งในหนังสือที่ห้องสมุดอเมริกันแบนไม่ให้เด็กๆ อ่าน) The Bookseller of Kabul จะทำให้เรารู้จัก อัฟกานิสถาน มากกว่าข่าว CNN  

       และทั้งหลายทั้งปวง คุณจะรักประเทศ รักเพื่อนมนุษย์ รักในตัวเอง รักคนข้างๆ คุณ มากกว่าที่เคยรัก

 

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

-0-* โอ้วว .. .

เอนทรี่ดีมีสาระ

T_T เอนทรี่เรามีแต่อะไรก็ไม่รุ้..

แย่แล้ว ... ทามไปไม่ได้คิด 555+ Hot!

แปะดาว^^

#1 By AtoMiC on 2009-10-11 01:49

Hot!
หนังสือดี big smile

#2 By ISHIMARU L. on 2009-10-11 02:11

ยาวมากกก กว่าจะอ่านจบ 555+
ออกแนวกึ่งๆสารคดีนิดๆแฮะ
ชอบอะไรดราม่าๆแบบนี้จัง
ตอนKite Runnerก้ชอบมาก

#3 By PEACE on 2009-10-11 12:29

น่าลิ้มลองมาก

#4 By mammoz on 2009-10-11 13:33

confused smile น่าอ่านค่ะ

#5 By MoMo on 2009-10-11 16:19

หนังสือน่าอ่านนะครับ เป็นเหมือนสารคดียาวๆเรื่องนึงเลยทีเดียวbig smile

#6 By Clepsydra:: on 2009-10-11 22:13

น่าสงสารผู้หญิงชาวอัฟกานิสถานมากเลย
อ่านๆแล้ว ผมนึกถึง "ทุ่งสังหาร" ของกัมพูชาอย่างไงก็ไม่รู้ซิ

#7 By eak on 2009-10-12 02:38

อ่านแล้วก็เข้าใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น

#8 By to-see-the-world on 2009-11-29 16:47