ไม่มี “วันสตรีสากล” ในคาบูล
posted on 11 Oct 2009 01:27 by exchange in BOOKend
ผมถึงกับจุกไปหลายวัน เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้จบ พยายามหาแง่มุมที่จะเขียนถึง ดูเหมือนจะกระจัดกระจาย-มากมาย ไปหมด เอนทรี่วันนี้ ก็เลยขอก็อบ ของคนอื่นมาลง อาจจะยาวไปนิดแต่ถ้าสนใจ ก็ลองดูครับ
หนังสือที่ผมเอามาแนะนำ ก็คละกันไปทั้งเก่าและใหม่ แล้วแต่วาระโอกาสที่หามาได้ ครับ แนะนำว่า ‘ถนนสายหนังสือชื่อคาบูล’ คงหาได้ไม่ยากที่บูธมติชน ของมหกรรมหนังสือ ที่ศูนย์ประชุม ปลายเดือนนี้
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ไม่มี “วันสตรีสากล”ในคาบูล
นวนิยายเรื่องถนนหนังสือสายคาบูล (The Bookseller of Kabul) ผลงานของ อัสนี
เซียร์สตัด (Asne Seierstad) นักเขียนและคนข่าวสาวชาวนอร์เวย์
ถนนหนังสือสายคาบูลถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิก
ครอบครัวสุลต่าน คาน ครอบครัวชนชั้นกลางชาวอัฟกัน ในยุคที่ตาลีบันพ่ายแพ้ต่อกองกำลัง
พันธมิตร และถอนกองกำลังออกจากคาบูล หลังเหตุการณ์ 9-11 (ค.ศ.2001) อัสนี เซียร์สตัดขอเข้า
ไปพำนักกับครอบครัวของสุลต่าน คาน
เธอกล่าวว่า “ฉันลงมือเขียนมันออกมาในรูแบบของนิยาย แต่ก็อิงตามเรื่องจริงที่เกิดขึ้น หรือได้รับการ
ถ่ายทอดโดยบุคคลที่อยู่ในแต่ละเหตุการณ์ ตอนที่เป็นการบรรยายสภาพอารมณ์และความรู้สึกนึก
คิด ก็มาจากปากคำของบุคคลนั้น ๆ ผู้อ่านมักสงสัยว่าฉันไปล่วงรู้
ความในใจของทุกคนได้อย่างไร คำตอบก็คือ ฉันไม่ใช่นักเขียน
ผู้รู้ไปหมด แต่ก็ได้รับฟังจากพวกเขาแต่ละคนว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง
กับสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตตน” (หน้า 12 – 13)
ในแง่มุมหนึ่ง นวนิยายเรื่องนี้ได้สะท้อนมิติทางด้าน
ประวัติศาสตร์ของประเทศอัฟกานิสถานในช่วงระยะเวลาอัน
มืดมนให้ผู้อ่านได้รับรู้ บาดแผลและความบอบช้ำของชาวอัฟกัน
ที่ต้องประสบพบเจอสืบเนื่องมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1979 เมื่อสหภาพโซ
เวียตบุกยึดอัฟกานิสถาน และพยายามปราบปรามอิสลามกลุ่มต่าง
ๆ แต่ถูกต่อต้านโดยกลุ่มมูจาฮิดีน การสู้รบสืบเนื่องยาวนานกว่า
10 ปี ต่อมาเมื่อสหภาพโซเวียตถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถานในปี ค.ศ.1989 ประชาชนชาว อัฟ
กันเริ่มมีความหวังว่าสันติภาพจะบังเกิดขึ้นในดินแดนของพวกเขา แต่ความหวังทั้งมวลก็สูญสลาย
ไป เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพวกมูจาฮิดีนกับรัฐบาลที่เป็นหุ่นเชิดให้สหภาพโซเวียต การ
สู้รบอันดุเดือดระหว่างฝ่าย ต่าง ๆ ในกลุ่มกองกำลังมูจาฮิดีนดำเนินอย่างต่อเนื่องมาเกือบ 5 ปี จวบ
จนกระทั่งในปี ค.ศ.1996 เมื่อกองทัพตาลีบันบุกโจมตี ทำให้กลุ่มมูจาฮิดีนยกพลหลบหนีออกจาก
เมือง
ในยุคเงามืดของพวกตาลีบัน ศิลปวัฒนธรรมรวมทั้งศิลปวัตถุของชาวอัฟกันถูกทำลายอย่าง
ย่อยยับ กล่าวกันว่ากองกำลังตาลีบันใช้เวลาเพียงครึ่งวันในการทำลายประวัติศาสตร์ของชาวอัฟกัน
ที่สั่งสมมานานนับพันปี นอกจากนี้รัฐบาลตาลีบันยังมีนโยบายต่อต้านความทันสมัยในทุก ๆ ด้าน มี
การออกกฎข้อบังคับเรื่องการแต่งกายของประชาชนว่าควรปกปิดมิดชิด และผู้หญิงควรถูกกัก
บริเวณในบ้านแยกออกจากสังคม ต่อมาเกิดเหตุการณ์สะท้านโลก 11 กันยายน ประเทศ
อัฟกานิสถานถูกสหรัฐถล่มด้วยระเบิดในฐานะเป็นแหล่งซ่อนตัวของผู้ก่อการร้าย พวกตาลีบันถูก
ฝ่ายพันธมิตรรุกไล่จนต้องถอนกำลังออกจากคาบูล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวอัฟกันและครอบครัว
ของสุลต่าน คาน เปิดเผยให้โลกรับรู้ในช่วง ค.ศ.2001 หลังจากรัฐบาลตาลีบันแตกพ่ายและถอนกอง
กำลังออกจากจากคาบูล
สุลต่าน คาน เป็นลูกชายคนโตของครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน พ่อแม่ของเขาเก็บหอม
ออมเงินเพื่อส่งเสียให้เขาได้เล่าเรียน เมื่อเติบโตขึ้นสุลต่าน คาน ประกอบอาชีพเป็นวิศวกรระยะ
หนึ่ง แต่ด้วยความหลงใหลในหนังสือ เขาหันหลังจากอาชีพวิศวกรไปเปิดกิจการร้านหนังสือตั้งแต่
แต่อายุ 20 เขาสามารถนำธุรกิจร้านหนังสือฝ่ามรสุมสงครามกลางเมืองในคาบูลมาได้ตลอดรอดฝั่ง
ขยายกิจการได้หลายสาขา โดยมอบหมายให้น้องชายและลูกชายดูแลกิจการที่แตกกิ่งก้านสาขา
ออกไป
เมื่อครั้งที่พ่อของสุลต่าน คานเสียชีวิต สุลต่าน คานในฐานะลูกชายคนโต ได้สืบทอด
อำนาจต่อจากพ่อ คำสั่งของเขาคือกฎหมายของบ้าน ใครไม่ปฏิบัติตาม
จะได้รับโทษ เขาไม่เพียงเป็นนายใหญ่ของบ้านนี้ หากยังพยายามแผ่
อำนาจไปปกครองพี่ ๆ น้อง ๆ ที่แยกย้ายครอบครัวออกไปแล้วด้วย ดู
เหมือนลัทธิปิตาธิปไตย (patriaechy) ที่หมายถึงอำนาจของบิดา ซึ่ง
ต่อมาหมายรวมถึงระบบชายเป็นใหญ่ ได้เข้าครอบคลุมฝังรากลึกลง
ในครอบครัวของชาวอัฟกัน สุลต่าน คาน เคยขับไล่น้องชายที่ชื่อฟาริด
ออกจากบ้าน และบังคับไม่ให้ญาติพี่น้องคนอื่น ๆ ติดต่อกับฟาริดอีก
เพียงเพราะเขาไม่ยอมไปช่วยงานร้านหนังสือของสุลต่าน แต่ไปเปิด
ร้านของตัวเอง นอกจากนี้ยังมีกฎว่าพี่ชายคนโตต้องเป็นที่เคารพและเชื่อฟังของน้อง ๆ ในทุก ๆ
ด้าน น้อง ๆ ของสุลต่านจะต้องถูกลงโทษหนักถ้าโต้เถียงกับพี่ชาย สุลต่านพยายามปกป้องการ
กระทำของตนเองโดยอ้างเหตุผลว่า “ถ้าครอบครัวไม่มีวินัยและไม่ขยันเอาการเอางาน ก็จะไม่มีทาง
ฟื้นฟูประเทศอัฟกานิสถานให้เจริญรุ่งเรืองได้” (หน้า 125) ส่วนลูกชายของสุลต่าน คาน 3 คน
ได้แก่ มานซูร์ อัคบาลและไอมาล ก็ไม่มีอิสรเสรีในชีวิตเพราะถูกพ่อบังคับให้ดูแลกิจการร้าน
หนังสือเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ลัทธิปิตาธิปไตยยังส่งผลครอบคลุมมาถึงการให้คุณค่าและความหมายแก่ผู้ชาย
เหนือผู้หญิง สถานะของผู้หญิงในระบบนี้ถูกจัดวางไว้เป็นกฎว่าผู้หญิงจะด้อยกว่าผู้ชายแง่ที่จะต้อง
พึ่งพา เชื่อฟังและสยบยอมต่อชาย ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะ แม่ เมีย ลูกสาวหรือน้องสาวก็ตาม
ในฐานะแม่ บีบีกุล แม่ของสุลต่าน ที่มีลูกถึง 13 คน แต่สถานภาพของบีบีกุลเมื่ออยู่ในบ้าน
ก็เป็นเพียงผู้อาศัยพึ่งใบบุญของสุลต่านเท่านั้น และเพียงเพราะนางและลูกสาวคนเล็กไม่เชื่อฟังและ
มีความคิดเห็นขัดแย้งกับสุลต่าน ทั้งสองจึงถูกขับไล่ ต้องไปอาศัยอยู่กับฟารีด น้องของสุลต่านซึ่ง
ถูกตัดขาดจากพี่ชายเช่นเดียวกัน สุลต่านก็ยังคงสร้างเกราะปกป้องตนเองโดยให้เหตุผลว่า “พี่น้อง
ชาวอัฟกันไม่ค่อยรักกันเลย สมควรแล้วที่เราจะต้องแยกกันอยู่ ตอนที่อยู่กับผม พวกเขาน่าจะให้
เกียรติผมบ้าง...หรือคุณว่าไง? ถ้าครอบครัวไร้ระเบียบวินัย เราจะสร้างสังคมที่เคารพกฎหมายและ
ประเพณีได้อย่างไร? ...สังคมของเรากำลังวุ่นวายสับสน เพราะเพิ่งผ่านสงครามกลางเมืองมาหยก ๆ
ถ้าไม่มีใครปกครองคนในครอบครัวตัวเองได้ ส่วนรวมก็จะล่มสลายไปทั้งหมด” (หน้า 278)
ในฐานะเมีย ชาริฟา ภรรยาคนแรกของสุลต่าน ก็ต้องหวานอมขมกลืน เมื่อสุลต่านมาแจ้ง
ข่าวว่าเขาได้ไปสู่ขอซอนย่ามาเป็นภรรยาคนที่สอง ถึงแม้ทุกคนในครอบครัวจะไม่เห็นด้วย
โดยเฉพาะชาริฟาที่เสียใจอย่างที่สุด เพราะสุลต่านเลือกผู้หญิงที่ไม่มีการศึกษา ไม่เคยแม้กระทั่งเข้า
โรงเรียนอนุบาล ในขณะที่ชาริฟาเป็นถึงครูสอนภาษาเปอร์เซีย แต่ชาริฟาก็ต้องฝืนใจทำหน้าชื่นเข้า
ร่วมงานหมั้นของสามี และเหมือนเช่นเคยไม่มีใครในครอบครัวกล้าขัดขวางความต้องการของ
สุลต่านได้
ในฐานะน้องสาวคนสุดท้อง ไลลา อายุ 19 ปี เป็นคนฉลาดเฉลียว เอางานเอาการ และเป็นผู้
แบกภาระงานบ้านอันหนักอึ้ง เป็นผู้หญิงที่อายุน้อยที่สุดและเป็นปลายแถวท้ายสุดของลูกโซ่อำนาจ
ในครอบครัว ถึงแม้ว่าไลลาจะเป็นผู้หญิงที่มีการศึกษา เธอจบชั้นมัธยมปลาย และมีความรู้
ภาษาอังกฤษ แต่เมื่อเธอต้องการไปสมัครเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ก็ยังคงต้อง
หลบ ๆ ซ่อน ๆ ไป เพราะ “แผนของเธอคือ ไปสมัครให้ได้ก่อนแล้วค่อยบอกสุลต่าน เพราะถ้าเขารู้
เสียก่อนก็จะขัดขวาง แต่ถ้าเธอมีตำแหน่งงานรออยู่ เขาก็คงขัดไม่ได้ อีกอย่างเธอคงสอนแค่สามสี่
ชั่วโมงในแต่ละวัน ถ้าเธอตื่นเช้าขึ้นและขยันขึ้นอีก ทุกอย่างก็จะลงตัว ไม่มีใครว่าได้” (หน้า 196)
เมื่อเธออยู่ในบ้าน หน้าที่คือเข้าครัวเตรียมหุงหาอาหารทุกมื้อ “เธอถูกฝึกให้มีหน้าที่รับใช้ทุกคน ฟัง
คำสั่งของทุกคนในบ้าน และเป็นที่ระบายอารมณ์ของทุกคน เธอไม่เคยได้รับการดูแลหรือถนอม
น้ำใจ เธอจะถูกกล่าวโทษ ถ้ามีอะไรขาดตกบกพร่อง ไม่ว่าจะเป็นรอยด่างบนสเวตเตอร์ที่ซักไม่ออก
หรืออาหารที่ไม่อร่อยถูกใจ เป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วที่ทุกคนจะหันมาดุด่าว่ากล่าวไลลา เมื่อ
ต้องการใครสักคนมารองรับอารมณ์บูดขอตน” (หน้า 182)
ทางด้านสังคมภายนอกผู้หญิงชาวอัฟกันถูกลิดรอนคุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
โดยกฎของสังคม เช่น ในเรื่องการหย่าร้าง ถ้าผู้หญิงที่ผ่านการหย่าร้างจะถูกตราหน้าว่านำความ
เสื่อมเสียมาสู่วงศ์ตระกูล เป็นที่รังเกียจในสังคม และถ้าผู้หญิงกล้าลุกขึ้นมาหย่าสามี จะต้องสูญเสีย
สิทธิประโยชน์ทุกอย่างในชีวิต ฝ่ายชายจะได้ลูกไปและสามารถสั่งห้ามมิให้ฝ่ายหญิงไปเยี่ยมลูก
โดยไม่ต้องพึ่งอำนาจศาล และทรัพย์สินทั้งหมดจะต้องตกเป็นของฝ่ายชาย
ดังนั้นชาริฟา ภรรยาของ สุลต่าน คาน จึงต้องทนหวานอมขมกลืนอยู่กับสุลต่าน ถึงแม้เธอจะเป็นแม่และเมียที่ดีก็ตาม
เพราะถ้าเธอหย่าขาดจากสุลต่าน เธอจะไม่สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข คงต้องซมซานไป
อาศัยอยู่บ้านพี่น้องที่เป็นผู้ชายคนใดคนหนึ่งในสภาพที่สูญสิ้นทุกอย่างที่เคยมีในชีวิต
มิพักจะต้องพูดถึงเรื่องหย่าร้าง ในสังคมอัฟกัน การโหยหาความรักเป็นเรื่องต้องห้าม
สำหรับผู้หญิง คำสั่งห้ามของพวกมุลลอฮ์และประเพณีพื้นเมืองในเรื่องเกียรติและศักดิ์ศรี ทำให้คน
หนุ่มสาวไม่มีสิทธิ์นัดพบใคร ไม่สามารถเลือกรักหรือรักใครอย่างอิสระ ใครที่ไม่รู้จักสำรวมตน
อาจถูกฆ่าอย่างทารุณ และถ้าต้องตัดสินระหว่างชายกับหญิงว่าใครผิดสมควรจะถูกประหาร
ผู้รับกรรมจะต้องเป็นฝ่ายหญิงในทุกกรณี เช่นในกรณีของซาลิคา หญิงสาวอายุ 16 ปี เพียงแค่เธอแอบไป
คุยกันในสวนสาธารณะกับชายหนุ่ม เพื่อวาดฝันในเรื่องของอนาคตร่วมกัน เมื่อถูกจับได้เธอถูกคน
ในครอบครัวเฆี่ยนตีจนร่างกายบอบช้ำ และครอบครัวของเธอรู้สึกอับอายขายหน้าเพื่อนบ้านเพราะ
เป็นการละเมิดศีลธรรมขั้นร้ายแรง
หรือกรณีของญามิลา เพื่อบ้านของชาริฟา เธอมาจากครอบครัวผู้ดีมีเงิน และได้แต่งงานกับ
เจ้าบ่าวที่ทำงานอยู่ต่างประเทศ เมื่อแต่งงานได้สองอาทิตย์ เจ้าบ่าวต้องกลับไปต่างประเทศเพื่อขอ
วีซ่าให้กับญามิลา ระหว่างนั้นญามิลาพักอยู่ที่บ้านพี่ชายของเจ้าบ่าวซึ่งแต่งงานแล้ว เรื่องร้ายแรงที่
เกิดขึ้นกับญามิลา
เกิดขึ้นเมื่อตำรวจมารายงานว่าเห็นผู้ชายคนหนึ่งปีนหน้าต่างเข้าห้องของเธอ และ พี่สามีค้นพบข้าวของ
ของชายผู้นั้นในห้องของญามิลา เธอจึงถูกไล่ออกจากบ้านกลับไปอยู่ที่บ้านเดิม สามวันต่อมา
พี่ชายของเธอก็แจ้งว่าญามิลาเสียชีวิตแล้วเพราะไฟฟ้าชอร์ต แต่แท้จริงแล้วเป็น
คำสั่งของแม่แท้ ๆ ของเธอที่ให้ลูกชายสามคนลงมือสังหารญามิลาลูกสาวของนางโดยใช้หมอนกด
หน้า นับเป็นโศกนาฏกรรมในชีวิตของผู้หญิงชาวอัฟกันที่ไร้ทางต่อสู้
ในทางกายภาพ ผู้หญิงชาวอัฟกันเมื่อออกจากบ้านต้องคลุมผ้าบูร์กาให้มิดชิด และภายใต้ผ้า
คลุมยังมีเสื้อผ้าอีกหลายชั้น ใต้กระโปรงมีกางเกงขายาว แม้ในยามอยู่บ้านก็ไม่ค่อยสวมเสื้อเปิดคอ
ยิ่งในสมัยของตาลีบันเรืองอำนาจแม้แต่การทาเล็บเท้าซึ่งเป็นส่วนที่อยู่นอกเหนืออาณาเขตของชาย
ผ้าบูร์กาก็ถือเป็นความผิดร้ายแรง ผู้หญิงที่ขัดคำสั่งจะถูกลงโทษโดยการตัดปลายนิ้วมือนิ้วเท้า
นอกจากนี้สิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรได้รับ เช่นการใช้บริการขนส่งมวลชน พวกผู้หญิงก็ไม่รับความ
เสมอภาค พวกเธอต้องขึ้นรถเมล์ทางประตูหลังแล้วนั่งบนที่นั่งหลังม่านแถวหลังของรถเมล์ ซึ่งมีที่
นั่งไม่มากนัก
หลังยุคตาลีบันหมดอำนาจ ความเข้มงวดที่มีต่อผู้หญิงชาวอัฟกันเริ่มผ่อนคลาย ผู้หญิงชาว
อัฟกันเริ่มมีพื้นที่ของตัวเองมากขึ้น การเริ่มมีอิสรภาพทำให้ความรู้สึกของการที่เคยถูกเอารัดเอา
เปรียบ ถูกกดขี่ข่มเหง ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้ผู้หญิงส่วนหนึ่งลุกขึ้นมาต่อสู้ มีการก่อตั้งองค์กร
หรือหน่วยงานเกี่ยวกับสตรีหลายองค์กร องค์กรสตรีรายหนึ่งพยายามปลุกระดมให้มีการเดินขบวน
เพื่อรณรงค์เรื่องสิทธิสตรี
แต่ทางการก็ส่งเจ้าหน้าที่มาสลายการชุมนุมครั้งแล้วครั้งเล่า ในระยะหลัง
ผู้หญิงสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมากขึ้น มีการผลิตนิตยสารสำหรับผู้หญิง
ผู้หญิงหลายคนเริ่มเข้ามามีบทบาทในสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามสิทธิต่าง ๆ เหล่านี้
สามารถทำได้เฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูงหรือผู้มีการศึกษาเท่านั้น แต่ในระดับรากหญ้าผู้ชายยังคง
ครองอำนาจในครอบครัวและผู้หญิงก็ยังคงไม่มีสิทธิ์มีเสียงอยู่เช่นเดิม
ในยุคที่ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีกำลังพัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ประชากร
ส่วนใหญ่ในสังคมโลกกำลังเสพสุขอยู่กับเสรีภาพอันหอมหวาน นวนิยายเรื่องถนนหนังสือสาย
คาบูล ได้ตอกย้ำให้เห็นว่า คำว่าอิสรภาพ เสรีภาพและความเท่าเทียมกันในสังคมเป็นสิ่งที่ผู้คนใน
อีกสังคมหนึ่งโหยหามาชั่วชีวิต แต่ก็ไม่สามารถตอบได้ว่าทุกสิ่งที่ปรารถนาจะได้มาในวันใด และ
อาจสะกิดใจให้ผู้คนที่อยู่ในโลกเสรีได้ตระหนักถึงคุณค่าของคำว่าเสรีภาพที่ตนเองมีอยู่ได้มากขึ้น
ชฎารัตน์ สุนทรธรรม
นิตยสารขวัญเรือน คอลัมน์ดวงใจวิจารณ์ ปีที่ 39 ฉบับที่ 863 พฤศจิกายน 2550
-----------------------------------------------------------------------------------------------
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่ง ที่ต้องการเรียนรู้โลกกว้าง ซึ่งแตกต่างกว่าเคยรู้ อาจเคยอ่านและประทับใจในหนังสือ ชื่อ The Kite Runner (หนึ่งในหนังสือที่ห้องสมุดอเมริกันแบนไม่ให้เด็กๆ อ่าน) The Bookseller of Kabul จะทำให้เรารู้จัก ‘อัฟกานิสถาน’ มากกว่าข่าว CNN
และทั้งหลายทั้งปวง คุณจะรักประเทศ รักเพื่อนมนุษย์ รักในตัวเอง รักคนข้างๆ คุณ มากกว่าที่เคยรัก













น่าอ่านค่ะ
เอนทรี่ดีมีสาระ
T_T เอนทรี่เรามีแต่อะไรก็ไม่รุ้..
แย่แล้ว ... ทามไปไม่ได้คิด 555+
แปะดาว^^
#1 By AtoMiC on 2009-10-11 01:49