Better life, Better world
posted on 21 Jul 2009 00:16 by exchange in BOOKends
แนะนำ พ็อกเก็ตบุ้ค มาหลายเพลา เอนทรี่ นี้ ขอแนะ นิตยสาร กันบ้าง อันที่จริงผมอ่านหลายเล่มคละกัน แต่มี 2 เล่ม ที่ไม่เคยพลาดเลยสักเล่ม รวมทั้งเป็นสมาชิกหนังสือด้วย เล่มแรก คือ Bioscope ส่วน อีกเล่ม คือ way
ชื่อแรกนั้นคงไม่ต้องพูดถึง เพราะ คอหนังพันธุ์เข้ม คงไม่พลาด แต่ที่อยากจะพูดถึง คือ อันหลัง นิตยสาร เวย์
ในท่ามกลาง นิตยสารเกลื่อนแผง แต่หาหนังสือที่ถูกสภาวะ ถูกใจได้ยากเต็มที หรือ เวลาพูดถึง ‘สติปัญญา’ (อะไรที่ฉลาดๆ) หลายคนนึกถึงนิตยสารวิชาการแบกโลก แล้วทำหน้าขมปี๋พาลไม่เอาท่าเดียว
Way magazine เป็น ‘น้ำดี’ บนแผง ที่หาได้น้อย คนทำๆ ด้วยความตั้งใจจริง (กระทั้งโฆษณาที่ลง ยังเลือก เพื่อให้สอดคล้องไปกับเนื้อหาของหนังสือ ทั้งที่ตัวเองก็ จน) นิตยสารเล่มนี้ ไม่ได้นำเสนอ How-to ตรงๆ แบบ อวดฉลาด แต่พูดคุยกับเราเหมือนเพื่อน ที่แค่ชี้ทางเล็กน้อยให้คิดตาม ด้วยภาษาง่ายๆ การจัดวางตัวหนังสือที่เหมาะสม ไม่คร่ำครึไปกาลเวลา
บทสัมภาษณ์ บก. อธิคม คุณาวุฒิ
มรรคธิคม = Way ของอธิคม คุณาวุฒิ เป็นความกล้า (หรือบ้าบิ่น) ที่ออกมา เปิดนิตยสารของตัวเอง Way ถือเป็นนิตยสารคุณภาพอีกฉบับ ที่อาจหาญท้าทายกระแสการยอมรับของตลาดสื่อสิ่งพิมพ์ เพราะนิตยสารที่เข้มด้วยเนื้อหาสาระประเทืองปัญญานั้น ยากที่จะประสบความสำเร็จในเชิงธุรกิจ แต่วันนี้เขาก็ก้าวออกมาแล้ว บนมรรคหรือวิถีที่เขาเชื่อว่าน่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะนำไปสู่ better world, better life เป็นมรรคของผู้ชายชื่อ อธิคม
สมการการเรียน 7 ปี เท่ากับ 1เดือน
พอเรียนจบม.ปลายผมก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ เพราะชอบอ.วิทยากร เชียงกูร ที่เขียนเกี่ยวกับความหมายคุณค่าการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย แต่พอเข้ามาเรียนแล้วไม่สนุก เพราะสนใจด้านสังคมมากกว่า เช่น ประวัติศาสตร์การเมือง ศิลปะ วรรณกรรม ถือว่าเกเรพอสมควร อยู่ในมหาวิทยาลัย 7 ปี ผมน่าจะใช้เวลาในห้องเรียนไม่เกิน 1 เดือน เหงาๆ ก็นั่งห้องสมุด อ่านหนังสืออย่างที่เราอ่าน ถ้าวันไหนมีเงินทอง เย็นๆ ก็มานั่งกินข้าวต้มที่ท่าพระจันทร์ ไม่น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีในมหาวิทยาลัย
สุดท้ายผมย้ายมาเรียนที่คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เพื่อจะได้จบๆเสียที ตอนจบผมได้ 200 หน่วยกิต เพราะลงวิชาที่เราอยากลง เช่น วิชาโบราณคดีไทย ซึ่งมีผมลงเรียนคนเดียว
คนไม่กลัวจน
ก่อนที่จะมาทำบก. เสาร์สวัสดี ของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ผมเป็นนักข่าวรีไรท์ของจุดประกาย ช่วงปี พ.ศ. 2542 ทางองค์กรอยากทำแทบลอยเพื่อปรับฐานวิธีคิดของคนในสังคมใหม่ โดยเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไรหลังจากความรวยแบบฟองสบู่ ที่เย็นวันศุกร์ไปเปิดไวน์ขวดละหมื่น หรือเป็นมนุษย์บัตรเครดิตที่เป็นหนี้เป็นสิน ตอนนั้นผมไม่ได้วิตกกังวลแบบคนในยุคนั้นเท่าไหร่ คือกลัวจน แต่ก็ยอมรับบางคนเขาเจอแรงจริงๆ เกิดวิกฤติในครอบครัว ผมอาจมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับชีวิตอยู่บ้าง คือผมไม่กลัวว่าถ้าเศรษฐกิจมันแตกเราจะอยู่อย่างไร ไม่ใช่ว่าอีโก้ว่าข้าพเจ้าเก่งกาจสามารถไปทำงานที่ไหนก็ได้ เพราะถึงที่สุดแล้วโดยวิธีคิดของผมนะ การเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงอย่างนี้ ก็ไม่เหลือบ่ากว่าแรง คือกินให้น้อย ใช้ให้น้อย อยู่บ้านหลังเล็กลงมา ก็ปรับไป ตามสภาพ
เป็นพวกชอบหาเรื่อง
พอพี่เช็ก (สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ) รู้ว่า a day weekly ปิด ก็มีน้ำจิตน้ำใจในฐานะพี่เชื้อชวนมาทำงานที่สำนักพิมพ์บูรพา แต่สุดท้ายก็ออกมา เพราะลักษณะของพ็อคเก็ตบุคมันนิ่งในเชิงปะทะกับสังคม ที่ประเด็นเคลื่อนทุกเดือน ทุกสัปดาห์ สำหรับผมคิดว่ายังไม่สามารถตอบสนองอะไรบางอย่างของเราได้หมด เลยหาเรื่องหาราวให้ตัวเองดีกว่า(ด้วยการมาเปิดนิตยสารตัวของเอง นั่นคือWay)
Way (มรรค )
ความหมายของ Way คือมรรค เป็นวิถีทางที่เราเลือกและเราเชื่อ โดยเชื่อว่าน่าจะเป็นวิถีชีวิตอีกแบบหนึ่งที่เราน่าจะมีส่วนในการดีไซน์ได้ น่าจะมีส่วนในการตั้งคำถามได้ว่าชีวิตที่ดีคืออะไร มีอยู่รูปแบบเดียวหรือ และมีกี่แบบ แล้วเนื้อหาที่เราทำคือ การพยายามบอกกล่าวกับผู้อ่านว่า โลกที่เราเห็นตามหน้าสื่อกระแสหลัก ในอีกมุมหนึ่งมันยังมีข้อมูลแบบอีกแบบไหม บางทีเราเคยสงสัยไหมว่า เอ….ทำไมต้องรู้ว่าวันนี้บริทนีย์ สเปียร์ใส่กางเกงในหรือเปล่า คือมันมีเรื่องอื่นตั้งเยอะตั้งแยะที่เกิดขึ้นในช่วงที่คุณบริทนีย์ไม่ได้ ใส่กางเกงใน แต่มันสำคัญกว่า หรือทำไมเราต้องสนใจว่าโอเจ ซิมสัน จะขายหนังสือของตัวเองได้กี่เล่มแล้ว ในขณะที่จอร์จ บุชถูกชาวบ้านฟ้องศาลเรื่องทำให้โลกร้อน ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
ผมไม่ได้บ้าการเมือง
ผมไม่ได้บ้าการเมืองครับ ! มีหลายคนเข้าใจอย่างนั้นตลอดเวลา การทำแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าผมไม่ชอบคุณนะ แต่ถ้ามันเกี่ยวกับผมเกี่ยวกับทุกข์สุขของผม หรือผู้อื่น ผมก็จะไม่อยู่เฉย เราก็ถามหาหลักการง่ายๆ คือมันถูกต้องชอบธรรมหรือ ที่ทำอย่างนั้น แค่นั้นเอง ผมไม่ใช่คอการเมืองที่เช้าๆ จะต้องตั้งโต๊ะสภากาแฟ เพื่อพบปะคุยเรื่องการเมือง
นิวเคลียร์กับความสุขของชาวเรา
ยกตัวอย่างเช่น เรื่องนิวเคลียร์ที่อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่เมื่อมันจะมาสร้างขึ้นมาจริงๆ แล้วเราเลี่ยงไม่ได้หรอกครับที่ต้องได้รับผลกระทบ มันเกี่ยวกับความทุกข์ความสุขของตัวเรา การจะสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่แล้วให้ชุมชนใดชุมชนหนึ่งแบกภาระ โดยนำพลังงานไปป้อนให้ที่อื่น ถือเป็นความคิดที่เชย เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วเขาจะลดขนาดการผลิตไฟฟ้าลงเพื่อสอดคล้องกับชุมชน นั้นๆ วิธีการดังกล่าวจะช่วยเปิดทางเลือกให้คุณมากขึ้น คุณสามารถใช้พลังงานชีวมวล พลังงานลม โลกมันควรจะเฉลี่ยความสุขแล้วก็แบกรับความทุกข์อย่างยุติธรรม
ผู้ชายที่ไม่สนใจความสำเร็จ
ผมไม่ได้คิดเรื่องความสำเร็จเชิงธุรกิจเลย เพราะไม่ได้เป็นโจทย์ที่เราตั้งไว้อย่างนั้นจริงๆ เราตั้งโจทย์แค่ว่า เราคิดว่ามันเป็นเพียงหน้าที่ของเรา ที่จะพูดเรื่องนั้นให้มันครบด้าน สำเร็จหรือไม่ มันพ้นไปจากหน้าที่ของเราแล้ว
บางคนที่ซื้อนิตยสารของเขามาอ่านอาจขอบคุณในความกล้า (บ้าบิ่น) ที่อาจหาญลุกขึ้นมาทำนิตยสารเล่มนี้ออกมาก็เป็นได้ เพราะหลังจากอ่านถึงหน้าสุดท้าย เราคงได้เห็นภาพปรากฏการณ์ของสังคมได้ครบถ้วนมากขึ้น จนเผลอรำพึงรำพันกับตัวเองว่า เอ๊ะ ! อะไรกัน ทำไมถึงทำอย่างนี้…..
way ฉบับล่าสุด ว่าด้วย 'slow life'
http://waymagazine.wordpress.com/category/01-way-magazine/









ต้องไปหามาอ่านมั่งแระเนี่ย
#1 By ณ ปลายทาง. on 2009-07-21 00:49