วันเวลา..ที่โลกเราเหงาไม่เท่ากัน
posted on 12 Aug 2008 19:14 by exchange in aboutSTORYเธอบอกกับฉันว่า เธอเหงา ในคืนวันที่เธอได้จ่ายให้กับวันเวลาล่วงผ่าน ท่ามกลางความสับสนของยุคสมัย ฉันได้แต่ปลอบเธอ “ที่รักฉันเข้าใจมันดี เพราะฉันเองก็ปรารถนาแสงแห่งจันทร์ ในคืนที่ฟ้าสกาว เราเห็นจินตนาการแห่งคืนวันที่อับเฉา ดอกไม้บางดอก ได้เบ่งบานไปนานแล้ว”
ฉันพูดคุยกับนักกวี กวีกล่าวคำปฎิญานว่า "จงเชื่อในความเป็นนักกวีของข้าพเจ้า" ฉันตอบนักกวีไปว่า "ข้าพเจ้าเชื่อมั่นในนักกวี แม้กวีจะกล่าวถึงริ้วรอยอันหาสาระมิได้แห่งแสงจันทร์และเมฆหมอกก็ตาม"
ฉันเชื่อคนที่เขียนกวี แม้เขาจะเหงาจนจดจารคลุ้มคลั่งในตัวอักษร แต่กวีไม่เคยทำร้ายใคร
เธอกระซิบถามฉันเบาๆ ว่า "เธอเป็นนักกวีหรือเปล่า" ฉันกุมมือเธอแนบที่แก้มของฉัน แทนคำตอบ ในฟ้าแห่งคืนไร้ดาว เพียงเพราะถูกบดบังด้วยความปรารถนาแห่งแสงจันทร์
ข้างทางฝัน กลิ่นแห่งเจ้าหญิงดอกมะลิ โชยหอมชื่นเย็นซึ่งความหวัง เธอกล่าวซ้ำกับฉันอีกว่า เธอยังเหงา ฉันยิ้มให้กับเจ้าหญิงแห่งดอกไม้ นั้นเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้น เธอเก็บดอกมะลิเพื่อร้อยเป็นพวงมาลา เพื่อหวังว่า เธอจะคล้องแขนผู้ที่เป็นมารดา ซึ่งมิเคยพบหน้า ในวันแม่ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความอบอุ่น แต่เด็กหญิงเศร้าหมอง เพราะแสงจันทร์อ่อนล้าโรยแรงเกินไป เธอเหงา
ฉันจูงมือเธอ ก้าวไปในห้วงเวลา นั้นเห็นไหม ข้าวกำลังออกรวง หุ่นไล่กาปรีดา ควายเลาะเล็มหญ้าอ่อนข้างคันนา นกเอี้ยงตัวเก่าที่มิได้บินห่างหายไปไหน ตลิ่งริมคลองแช่มชื่นด้วยฝูงปลาตัวเล็ก รอชาวนามาจับเพื่อเลี้ยงชีวา หากไร้สิ่งเหล่านี้ไซร์ ชีวิตจะมีค่าอันใด แม้ข้าวจะราคาดี แต่หากชาวนามองท้องทุ่ง เหลือแต่พื้นดินที่แตกระแห้งโชยแต่กลิ่นความยากไร้ หากเป็นเช่นนั้นเราจะเรียก ความเหงาได้หรือเปล่า
ในราตรีแห่งเมือง เราเห็น ผู้คนดื่มกินความเหงาจากความเหลวของน้ำ ความสับสนเคลื่อนผ่านผู้คนในเสียงดนตรีที่ร้อนเร่า คนที่อยากเป็นใครสักคน ซึ่งกลัวการหลงลืมการมีตัวตนในวันเพริศแพร้ว ในจอสี่เหลี่ยมประจุไฟฟ้าไหลผ่าน ผู้คนที่มองไม่เห็นตัว คุยผ่านความปรารถนา ย้ำเตือนความเป็นไปเพื่อมิตรภาพในอนาคตซึ่งอันธกาล
เจ้าสัวกำลังกดเครื่องคิดเลขเพื่อคำนวนเม็ดเงินมหาศาลที่เขาจะได้ในวันที่ตลาดหุ้นพุ่งทะยานในวันพรุ่งนี้ เสียงโทรศัพท์ดังแล้วดังอีก เขาไร้เวลาให้กับภรรยาและลูกสาวที่ปรารถนาจะอยู่พร้อมกันเฉกเช่นใครเขา ของความอบอุ่นแห่งวันเช่นนี้สักครั้ง
ฝูงคนผ่านทางในความลึกลับของเมืองแห่งความแปลกหน้า บนเรือข้ามฝาก ฉันกับเธอนั่งเคียงกัน เธอเห็นหรือเปล่าที่ท้ายเรือ เด็กชายผู้หลับใหลในความปวดร้าวแห่งวันเวลา ยืนอยู่ตรงนั้น
เมื่อวาน เธอรับประทานอาหารไม่ได้ เพราะเธอรู้สึกเหงา แต่เด็กชายเนื้อตัวขะมุกขะมอมคนนั้น กับความสุขซึ่งปลาสนาการความสงสัย ตรงหน้าแค่บะหมี่สำเร็จรูปในถ้วยโฟม ดูสีหน้าของเขากับความแช่มชื่นอันยิ่งใหญ่ในความปวดร้าวซึ่งร้างไร้ที่พักกาย และหลากหลายคนที่เดียวดายในวันเวลา ริมทางเท้าแห่งความเจริญของวัตถุที่ตอกย้ำลึกในจิตใจของคนจร
เธอถามฉันว่า "เหงาหรือเปล่า" ฉันยิ้ม ฉันไม่ได้หวังถึงจักรวาลที่สูงส่ง หรือดาวดวงใด ฤดูกาลได้ล่วงผ่านไปนานมากจนฉันลืมตัวเองไปบ้าง หากแต่ยังทบทวนอยู่เสมอว่า ฉันเป็นใคร แม้ดอกไม้ดอกสุดท้ายอาจเบ่งบานไปนานแล้ว สายน้ำไหลผ่านไปในวันไม่หวนคืน ฉันปรารถนาความดีงามในวันที่จะมาถึง ในความคิดฝัน ฉันอยากกุมมือเธอให้เนิ่นนาน ตราบที่ชีวิตจะสลายเป็นผุยผงแห่งโลก หากเธอคลายมือจากการเกาะกุมนี้ไซร์ จักรวาลแห่งเราจะมีความหมายอันใด และ ฉันคงเหงา
ลมแรงพัดผ่านแม่น้ำ เธอกล่าวกับฉันว่า เธอชอบมองทะเล ฉันกล่าวกับเธอว่า ฉันชอบเพ่งพิศใบหน้าที่ไร้จริตของเธอ เพราะมันทำให้ฉันนึกถึงความงามของทะเล กับจักรวาลทั้งมวลในโลกแห่งจินตนาการ และฉันก็รักทะเล โดยเฉพาะทะเลในเวลาของการสิ้นสุดแห่งวัน แม้มันได้กลืนอาทิตย์ให้อับแสงไป แต่ทะเลก็ยังยิ้มรับแสงแรกของวันในพรุ่งนี้ เช่นนั้นเสมอ เธอยิ้มให้กับฉัน ฉันหวังในรอยยิ้มที่มิจางจากหาย
จากอารามแรมทาง เสียงพุทธพจน์ลอยนิ่งในมวลเสียง ฉันอยากให้เธอฟัง
“เราจะเข้าใจความจริงได้ ก็โดยการมองดูความว่างเปล่าแห่งชีวิตของเราเอง”
เธอขยับกายกุมมือฉัน รัดแน่น จนรับรู้ถึงพลังอันอบอุ่นแห่งวันเวลา










บทกวีแห่งชีวิต ไพเีราะและเหงาจับใจ
#1 By no one on 2008-08-12 19:34